Monday, November 16, 2009

มหากาพย์แปรงแต่งหน้าของอิชั้น (My Makeup Brushes Haul) !!!

ต้องออกตัวไว้ก่อนว่า บ้าบอมากมายเกี่ยวกับแปรงแต่งหน้า แต่งหน้าแต่งตาก็ไม่เข้าท่า แค่เป็นบ้าชอบซื้อแปรงเท่านั้น และที่เห็นทั้งหมดนี้ไม่ได้ขนโขยงซื้อมันรวดเดียว ซื้อมันเรื่อยเปื่อย เปะปะ ทีละอัน สองอัน ตั้งแต่แปรงอันแรก จนถึงอันล่าสุด น่าจะใช้เวลาเกือบ 30 ปี แปรงทั้งหลายที่มีอยู่ในครอบครองมีทั้งถูกทั้งแพง (บางอันที่อิชั้นว่าแพง อาจจิ๊บจ๊อยมากสำหรับหลายๆ ท่าน แต่มันแพงสำหรับอิชั้น Please don’t judge me and don’t take it personal…it’s just my opinion na ka) จริงๆ แล้ว ในตลาดเครื่องสำอาง..มีแปรงแต่งหน้ามากมายหลายระดับราคา บางยี่ห้อก็แพงมากกกก… อันละเป็นหมื่นบาท (อันละนะคะ ไม่ใช่ชุดละ) อิชั้นคงไม่ซื้อหรอก แพงเกิ๊นนน… มีตังค์เหลือเฟือ ยังต้องขอคิดดูก่อน ที่ซื้อก็ไม่ได้ทำให้ครอบครัวเดือดร้อนค่ะ ซื้อไปเรื่อยตามดวง ตามวาระและโอกาส บางอันก็ได้มาฟรี ซื้อโน่นนี่แล้วได้แถมบ้าง อยู่ในแพ๊คเกจบ้าง เมื่อวานล้างแปรงแต่งหน้าที่ใช้ๆ อยู่ แล้วก็เอาแปรงที่ล้างสะอาด ผึ่งแห้งจากครั้งก่อนๆ ออกมาเสียบๆ ใส่ที่ตระกร้าที่พร้อมหยิบใช้ แล้วก็เลือกแปรงที่ไม่ได้หยิบจับมาใช้เลยออกไปเก็บ พินิจพิจารณา โอ้โห….อีบร้านี่ ทำไมมันช่างเยอะแยะตาแปะก่ายมากๆ มาดูกันเลยดีกว่า

IMG_1520 copy

เซ็ตแรกที่นำมาให้ชมเป็นแปรงที่ใช้ในงานศิลปะ หลังจากที่ดูเค้ารีวิวว่าแปรงพวกนี้คุณภาพสูสีกับแปรงของ M·A·C (ทำไมต้องแม๊คตลอดเลยน๊าาา…) มีรีวิวและพูดถึงเยอะมากๆ ไปหาดูกันได้ง่ายๆ ในยูทู้บ ไอ้เจ้าแปรงข้างบนทั้ง 4 ด้าม อิชั้นไปลากมาจาก Michael’s - The Arts & Crafts Store ตอนที่มันลด 40% off จริงๆ มันก็ราคาไม่แพงอยู่แล้ว พอได้ลดก็เลยถูกเข้าไปใหญ่ จำไม่แม่นเพราะซื้อมานานแล้ว น่าจะจ่ายไปอันละ 1 - 2 เหรียญเท่านั้น เค้าบอกว่าทั้ง Loew Cornell Paint Brushes และ Royal Softgrip Brush ขนมันเป็น natural hair (goat hair) หลังจากที่ลองใช้มาร่วม 2 ปี ใช้ๆ ล้างๆ อิชั้นขอสรุปว่าโอเคทีเดียว คุณภาพเกินราคา เวลาใช้และล้างตอนแรกๆ ก็มี shedding อยู่พักนึงเชียว เรื่อง Soft & Dense ขนแปรงก็นิ่มแต่ไม่ได้นิ่มมากมาย scratchy นิดๆ แบบทนได้ ด้ามยาวสะใจ สำหรับคนที่แต่งหน้าแบบใกล้ชิดติดกระจกเลยจะเกะกะไปนิด ราคาและคุณภาพเหมาะกับคุณหนูๆ น้องๆ ที่ budget น้อย และ beginner ทั่วๆ ไปค่ะ ไม่รู้ใครลองใช้แปรง “สง่า มยุระ” บ้าง คิดว่าถ้าได้กลับบ้านเมื่อไหร่จะไปลองซื้อมาใช้ดูบ้าง ไทยทำ ไทยใช้ ไทยเจริญ ….. แต่ราคาตอนนี้เป็นยังไงไม่รู้ จำได้ตอนเด็กๆ แพงอยู่เหมือนกัน…. เงินสมัยเด็กๆ นี่เน๊าะ

รูปบนนี้เป็นแปรงปัดแป้ง Powder Brush ชอบแปรงพวกนี้ที่มันแบนๆ นิดนึง ไม่กลมดิก แล้วเค้าก็ Tapered ให้ปลายโค้งมนใช้ง่ายขึ้น

อันที่ 1 และ 2 จากบน ด้ามดำๆ นั่น ยี่ห้ออะไรไม่รู้ 555 ดูกันเอาเอง กูเกิ้ลก็ไม่เจอค่ะ มิสเตอร์โนเนมนี่ใช้มานานกว่า 15 ปี หรือกว่านั้นไปเยอะเลย จำได้ไม่แม่นว่าได้มาจากไปเรียนแต่งหน้าจากที่ไหน เพราะเมื่อสมัยสาวๆ ไปเรียนแต่งหน้าตามเค้าน์เตอร์บ่อยมาก คือซื้อของเค้าเยอะๆ พอเค้ามีนวดหน้า สอนแต่งหน้า อะไรๆ ก็ได้ไปเรียนฟรีๆ คอร์ส 1 วัน ครึ่งวัน ก็ว่ากันไป ซื้ออุปกรณ์เองเพิ่มได้..ถ้าโลภ 5555 จำได้ว่าเคยเรียนของเอสเต้ ลังโคม ดิออร์ ฯลฯ ซื้อแปรงตรงนั้นอันนึง ตรงนี้อันนึง ซื้อไปเรื่อย ไอ้แปรงแป้งอันนี้ (ที่มีหมายเลข 3 ที่ด้ามนะคะ) ดีมากๆ นุ่ม แน่นกำลังดี แปรงที่นุ่มๆ หลวมๆ โปร่งๆ บางๆ ใช้ยากนะคะ ส่วนตัวแล้วไม่ชอบเลยค่ะ แต่ถ้าขนแข็งโป๊กเลยก็ไม่ไหวค่ะ มันต้องพอดีๆ ค่ะ แปรงอันนี้พอดี ไม่กินแป้ง ปัดง่าย ไม่ shed ล้างมาเป็นร้อยที ยังดูดีอยู่ค่ะ อันแรกที่มีหมายเลข 2 กำกับนั่น ไม่ค่อยได้ใช้ค่ะ ขนแปรงยาวกว่า ถึงความ dense (แน่น) จะเหมือนๆ กัน แต่ขนที่ยาวกว่าเลยทำให้ปัดยาก คอนโทรลการใช้แป้งลำบาก ฟุ้งเกินไป เลยเอาไว้เป็นภารโรงเก็บสะอาดปัดแป้งที่ร่วงๆ ตามตลับต่างๆ ค่ะ

อันที่ 3 แม๊ค จ้า แม๊ค 5555 มีแปรงแม๊คที่เป็นเซ็ต อยู่เซ็ตนึง (8 แปรง) แต่ไม่ค่อยแน่ใจว่าเป็นของแท้ เพราะไปบิดมาจากอีเบย์ จำได้ว่าไม่ถูกนะคะ 7-80 เหรียญเลยแหละ แต่ก็ใช้มันเรื่อยมา 2-3 ปีได้แล้ว ไม่ว่าพวกมันจะจริงหรือปลอม คุณภาพเหมือนแปรงที่ซื้อจากเคาน์เต้อร์ M·A·C เลย กลับมาที่แปรงแป้งของแม๊คอันนี้้เป็น M·A·C 150 โอเคเลยแหละ คุณภาพเป็นที่พอใจมาก เวลาใช้หรือล้างขนก็ไม่หลุดร่วง นานๆ จะมี shed ซักเส้นนึง ซึ่งแปรงอื่นๆ ก็เป็นเหมือนกัน น่าจะถือว่าเป็นเรื่องปกติมั๊ง ถ้าร่วงโครมๆ ไม่เลิก แบบไข้หัวโกร๋นคุกคาม คงถูกฌาปณกิจไปเรียบร้อยแล้ว….5555 แปรงนี้ถูกหยิบมาใช้บ่อย นุ่ม ใช้ง่าย หัวแปรงเค้า tapered (เหลา) ให้โค้งมน ขนาดของขนแปรง (ความยาว+ความแน่น) เรียกว่า พอดีๆ ด้ามแปรงยาวพอเหมาะ ใช้ได้ทั้งกับการลงแป้ง บลัช และบรอนเซ่อร์เลยค่ะ

อันที่ 4 จาก CoastalScents.com ชื่อว่า Italian Badger Chisel Powder Brush อันนี้ขนธรรมชาติเช่นกัน ทิ่มหน้าเจ็บนิดนึง เจ็บก็พอทนได้ค่ะ แต่รูปร่างและลักษณะของหัวแปรงมันเหมาะเจาะมากๆ กับงานลงแป้ง ใช้แล้วก็ถูกใจ ความ Dense พอดีๆ อันนี้ก็เป็นแปรงที่ชอบและใช้บ่อยๆ อันนึง

อันที่ 5 จาก CoastalScents.com เช่นกัน Large Paddle Face Brush (comparable to M·A·C 134) (เทียบกับแปรงแม๊ค ทำม๊ายยย…ทำไม ต้องเทียบกับแปรงแม๊ด จริงๆ แล้ว แปรงแม๊คไม่ใช่ the best on earth นะคะ ..สำหรับอิชั้น 555) ใช้แปรงอันนี้มานานพอสมควรแล้ว ก็ชอบ ใหญ่ดี ขนนิ่มและแน่นกำลังดี ไม่บาดหน้า เค้าชอบใช้คำว่า natural hair ซึ่งส่วนใหญ่ จะเป็น ขนแพะ (goat hair) ไม่ใช่ขนเพชรเด้อ 55555 จริงๆ มันจะเป็นขนสิงสาราสัตว์อะไร กระรอก กระแต หมา แมว หรือ road kills เจ้ก็โอเค เพราะต้องผ่านกรรมวิธีซัก ฟอก ล้าง ย้อม มาพอสมควรแหละ กว่าจะมาถึงมือผู้บริโภค ขอให้นิ่มและแน่นเหมาะกับงานก็พอแล้ว

คราวนี้มาที่แปรงสำหรับลงรองพื้นแบบลิควิด จากรูป ไอ้ 2 ด้ามแดงของ POSH นั่น ไม่ชอบ ไม่ได้ใช้เลยค่ะ เข้ากรุไปตามระเบียบ ที่ใช้บ่อยเป็น M.A.C. 190 Foundation Brush กับ Prescriptives Foundation brush สองอันนี้คุณภาพสูสีกัน กินกันไม่ลง 555 ลงรองพื้นได้เรียบเนียนดี หลังๆ ไม่ค่อยได้ใช้ Liquid Foundation บ่อยนัก และเวลาใช้ก็ถนัดลงรองพื้นด้วยแปรงแบบขนดูโอ้มากกว่า แปรงเหล่านี้ก็เลยถูกเก็บลงกล่องไปแล้ว

มีแปรงรองพื้นและคอนซีลเล่อร์ แบบ 2 หัว อยู่อัน เป็นแปรงคุณภาพดีราคาถูก แทบจะทุกแปรงของยี่ห้อนี้ (Essence of BEAUTY) คุณภาพดีมากๆ หาซื้อได้ที่ CVS แต่แปรง 2 หัวนี่เก็บยาก ต้องใส่เก๊ะ ใส่กล่องแบบนอนราบ ส่วนแปรงคอนซีลเล่อร์อันอื่นๆ ก็มีของ Laura Mercier แม๊ค แล้วก็ e.l.f ไม่ได้ใช้เลย เพราะลงคอนซีลเล่อรทีไรก็ นี่..เลย… “นิ้ว” ค่ะ 555 ทันใจกว่า …คว้าแปรงไม่ทัน 55 ไอ้ลอร่าปลายแหลมนั่น ไม่เคยใช้เลย ส่วนของ eye lip face นั่น อิชั้นเคยลองเอามาปาดเจลไลเน่อร์ เวิ๊กมากค่ะ

คราวนี้มาดู Flat Top มีอยู่ช่วงนึงที่เห่อ MMU Mineral Makeup ตามกระแสกะเค้าซะหน่อย แต่มีไม่เยอะหรอกค่ะ วิธีลงรองพื้น เบส หรือ แป้ง พวก MMU ต้องใช้วิธี Buff การบั๊ฟฟ์ ก็คือ วนๆ แปรงไปทั่วๆ หน้า ซึ่งแปรงที่จะทำหน้าที่บั๊ฟได้ดีก็คือแปรงหัวตัดตรง อันเล็กบนสุดเลยคือ Long Handled Kabuki ของ Everyday Minerals เป็น synthetic fibers ก็นุ่มแน่นดี เหมาะกับงาน MMU พอมันเป็นใยสังเคราะห์ที่นุ่มๆ มากๆ พอเราวนๆ มันจะย้วยๆ เลยรู้สึกว่ามันกินแป้งค่ะ

อันที่ 2 เป็นแปรง Bionic Flat Top Buffer Brush จาก CoastalScents รูปร่างหน้าตาต่างจาก อันแรก แต่คุณภาพและผลงานพอกันค่ะ นุ่มมาก ไม่บาดไม่ข่วนผิวหน้าดีค่ะ แต่บั๊ฟฟ์ ได้แบบ “งั้นๆ”ขนนุ่มย้วยไปนิด แต่ก็พึ่งพาได้ เอามาบั๊ฟแล้ว ก็แบบ…ฝนเข้าไป วนเข้าไป ถูเข้าไป เรียบกริ๊บพอใช้ เมื่อยจั๊กกะแร้กำลังดี 555

อันที่ 3  เป็นแปรงของ mark ซื้อมาจาก http://www.meetmark.com/PRSuite/home/home.jsp(mark เป็นผลิตภัณฑ์ ไลน์น้องสาวของ AVON) แปรง mark Blush + Bronzer Brush ความแน่นพอดี๊…พอดี บั๊ฟได้มันส์สะใจมาก แต่ขนร่วงเหมือนหมาขี้เรื้อน ร่วงแบบเต็มหน้าเลยค่ะ แล้วพอใช้ๆ ไป บานแฉ่งเสียรูปทรงมาก ถือว่าไม่คุ้มกับ $7.00 ที่จ่ายไป

ขอพูดถึงแปรงแป้งของ Posh ด้ามแดงทั้ง 2 อันพร้อมกันเลยนะคะ คือต่างกันที่ขนาดและพุ่มขน อิชั้นเอาไว้ปัดฝุ่นผงส่วนเกินบนหนังหน้าบ้าง และตามตลับ หรือ Palette ต่างๆ กลายเป็นนักการภารโรงไปเลย แปรงยี่ห้อนี้ค่อนข้าง “ห่วย” ขนแปรงค่อนข้าง scratchy นิดหน่อย คือ ไม่มากมาย ขนาดทนไม่ได้ 555 ความ dense ของขนแปรง ไม่ดี พอขนแปรงไม่แน่น แปรงก็จะไม่ค่อย “ดีด” พอไม่ดีด มันก็กวาดไป-กวาดมา เลยเหมือนไม่ได้ทำอะไร กลับไปถูไถเอาที่พอกๆ ไว้ก่อนเล่น…ซะงั้น คือว่าไม่ชอบ ไม่ถูกใจเลยค่ะ

ส่วนเจ้า Prescriptives ถูกคว้ามาใช้บ้าง แต่ไม่บ่อย ซื้อมาพร้อมกับ Prescriptives All Skins Mineral Makeup SPF (MMU ชิ้นแรกของอิชั้นเลยนะนั่น) ขนแปรงแน่นหนาพอดี บั๊ฟ MMU ได้ดี แต่รู้สึกว่า scratchy ไปนิดนึง เลยเป็นนางรองๆ ไป

ส่วนไอ้อ้วนขนขาวนั่นอันล่างขวานั่น เรียกว่าหลุดจาก inventory ไปเลย เพราะ เป็นแปรงหมาขี้เรื้อนอีกอัน มันร่วง ร่วง ร่วงงงงง… มากๆๆๆๆๆ  ขนแปรงแข็งโก๊ะ โยนไว้ในเก๊ะ จนลืมไปเลย เพิ่งค้นเจอ เดี๋ยวเอาไปให้ลูกเล่นดีกว่า ของถูกแล้วดีก็มีเยอะ ไอ้นี้ถูกแล้วห่วยซะ นี่ถ้าซื้อมาแพง จะเจ็บใจยิ่งกว่านี้อีก 55

มาถึงแปรง Skunk (Duo Fiber Stippling Brush) แปรงเอนกประสงค์ที่แสนรักฝูงนี้ จากบนลงล่างเลยนะคะ อันแรกเป็นแบบนกสองหัว 555 ด้านนึงเป็นแปรงแป้งอีกด้านนึงเป็นดูโอ้ไฟเบ้อร์ ยี่ห้อ Studio Basics ซื้อมาจาก CVS ราคา 7-8 เหรียญมั๊ง จำได้ไม่แม่น แต่มั่นใจว่าไม่เกินนั้น ขนสีดำทิ่มแทง scratchy นิดหน่อย ไม่ถึงกับเจ็บปวดอะไร ใช้ได้ดีมากทั้งสองด้าน คุณภาพเกินราคา ซื้อหามาใช้กันเลยนะคะ

แปรงสกั๊งค์คู่ต่อมาเป็น Silver Duo Fiber Stippling Brush จาก CoastalScents.com (เว๊บนี้ขายแปรงคุณภาพดีราคาย่อมเยาค่ะ) พอได้แปรงอันนี้มาอันแรก เลิ้บๆๆๆๆๆ ใช้ดีทีเดียว ก็เลยสั่งซื้อมาเพิ่มอีก 1 อันกับล๊อตต่อมา เอาไว้ใช้สลับกันเวลาที่ต้องล้างอีกอัน

คู่แฝดด้ามสีเงินคือ Prescriptives ซื้อ 1 แถม 1 มีที่มาที่ไปเล่าไว้ตรงนี้ค่ะ http://oohsfriends.blogspot.com/2009/07/marvelous-customer-services.html คู่แฝด Prescriptives คู่นี้ หัวแปรงค่อนข้างใหญ่ จะเอามา Stippling ลงรองพื้นค่อนข้างยาก เอาไว้ลงแป้งทั่วๆ ไป หรือพวก finishing powder จะดีกว่าค่ะ

อีกอันคือ M·A·C 187 ซื้อจากเคาน์เต้อร์ M·A·C เป็นแปรงนางเอกที่ใครๆ ก็หลงรักและพูดถึงมากที่สุดว่าเป็น must have ของสตรีทุกนาง อิชั้นก็เลยต้อง “แฮฟ” จะได้ไม่ตกเทรนด์ 555 ไปซื้อมาจากเค้าน์เต้อร์เลยค่ะ ใชแล้วก็..อืม…แบบ… มันก็ “ครือๆ” กันค่ะ

อันล่างสุด เป็นสกั๊งค์น้องเล็กที่อิชั้นมีค่ะ เป็นแปรงเอนกประสงค์ที่ good for almost everything; blending, highlighting, contouring, and all over application เลยนะคะ ต้องบอกว่า “เลิ้บ” ค่ะ คว้าใช้ทุกครั้งที่แต่งหน้า ลงบรอนเซ่อร์ ไฮไล้ท์ แต่ไม่ใช่งานใหญ่แบบลงแป้งทั่วหน้านะคะ คงต้องปัดกัน “ง่อย” เลย 5555

อิชั้นชอบใช้ bronzer ไม่ค่อยทาบลัชออน นานๆ เอามาปัดที ไอ้แปรสกั๊งค์งพวกนี้ปัดออกมาสวยทีเดียว ใช้เวลาทาบลัชก็ไม่หนาหนัก-แดงเป็นตูดลิง แถมใช้ลงรองพื้นแบบลิควิดได้เริ่ดเนียนเด้งขนาดที่เรียกว่า Airbrush Finish เลยทีเดียว วิธีทีอิชั้นใช้เวลาลงลิควิดฟาวเดชั่น ก็คือการ Stippling โดยใช้ปลายขนสีขาวแตะรองพื้นเพียงเบาๆ แต่ให้ทั่วถึงทั้งหน้าแปรง แล้วเอามาแตะๆ ทิ่มๆ จิ้มๆ ที่หนังหน้าให้ทั่ว แล้วเอาแปรงเดียวกันนั่นแหละ วนๆ เบาๆ ช่วยให้รองพื้นดูไม่หนาหนักค่ะ แล้วไอ้แปรงพวกนี้ใช้ลงแป้งทั้งหลาย ไม่ว่า loose powder หรือ pressed powder ได้งามด้วยนะคะ ประโยชน์เยอะ มีไว้หลายๆ อัน ไม่เสียหลายค่ะ เพราะลงรองพื้นแล้วก็ต้องล้างทุกครั้ง จะได้มีสำรองไว้ลงแป้งหรือลงรองพื้นในวันถัดไป ถ้าแปรงนั้นแห้งไม่ทัน

ถ้าจะให้สรุปว่ารักแปรงสกั๊งค์อันไหนมากกว่ากัน ตอบยากค่ะ เพราะทุกๆ แปรงจากรูป คุณภาพเท่าๆ กันเลย ถึงแม้จะต่างราคา ต่างยี่ห้อ จะแตกต่างกันก็ขนาดของพุ่มแปรงใหญ่เล็กต่างกันนิดหน่อย และลักษณะของด้ามจับ สั้นยาวไม่เท่ากัน

กลุ่มนี้เป็น contour and shading brushes ถือว่าเป็นแปรงที่ใช้ทุกครั้งที่แต่งหน้าเลยค่ะ สองอันแรกคือ แปรงศิลปะ (พูดถึงข้างบนค่ะ) ถือว่าพอใช้ได้เลยค่ะ

ต่อมาเป็น นังนาร์ Nars - Yachiyo Brush #27 (Kabuki Artisan Brushes) อยู่กันมาหลายปีแล้ว เคยเป็นแปรงที่ใช้บ่อยมาก แต่มันค่อนข้างจะ scratchy นิดๆ นะคะ ใช้ลงบลัช บรอนเซ่อร์ คอนทัวร์ ไฮไล้ท์ ปัดแป้ง ฯลฯ เอนกประสงค์มากๆ พอแก่ตัวลงดูเหมือนจะแยกร่าง ไอ้ที่พันๆ อยู่ชักจะหลวมๆ เหมือนจะหลุด เลยเอาเข้าพิพิธภัณฑ์แปรงของอิชั้นไป ต้องยอมให้ปลดเกษียรไปซะ

ต่อมาเป็นนิกซ์ NYX ไม่มีอะไรต้องพูดถึงค่ะ แปรงอันนี้คุณภาพแย่มาก ไม่ประทับใจ ถึงจะราคาถูกก็เสียดายตังค์ค่ะ

แปรงถัดมาคือ M.A.C 109 - Small Contour Brush เป็นแปรงสุดรักอีกอันนึงค่ะ อันนี้เป็นแปรงที่ซื้อจากเคาน์เต้อร์ M·A·C หยิบมาใช้บ่อยมาก เป็นอีกแปรงนึงที่สารพัดประโยชน์ ใช้ทำคอนทัวร์และเฉดดิ้งได้ ปัดแก้มได้ ลงรองพื้นแบบลิควิดได้งามมากด้วย ทำสะอาดปัดกวาดส่วนเกินผงชาโด้ว์ใต้ตาและแก้มได้ แรกๆ ขนร่วงทุกทีที่ใช้ ไม่รู้ว่าได้ดีเฟ็คมาหรือป่าว ว่าจะไปคืนหรือแลกเอาอันใหม่มา ก็ใช้ๆๆๆๆๆ จนลืมเรื่องเอาไปคืน สุดท้าย..อยู่ด้วยกันมาจนถึงทุกวันนี้ ใช้มาใช้ไป ขนก็เลิกร่วงแล้วค่ะ ขนนุ่มแน่นแบบพอดี๊…พอดี ชอบๆๆๆ

แปรงนกสองหัวอันต่อมา เป็นของ Essence of BEAUTY คุณภาพ “เริ่ด” ทั้ง 2 หัว ไอ้ที่ตัดเฉียงคุณภาพพอๆ กับแม๊ค 168 เลยค่ะ ส่วนไอ้หัวจุกอีกข้างก็เริ่ดมากมาย เหมือนแม๊ค 109 แต่ขนาดเล็กกว่า แปรงนี้ต้องบอกว่า recommended มากๆ ค่ะ

นังพ๊อชด้ามแดง ไม่โปรดเลย คุณภาพงั้นๆ เลยไม่ค่อยได้ใช้ จะเอามาปัดกวาดเก็บฝุ่นใต้ตาบ้าง (โปรดสังเกต นังพวกด้ามแดงของ POSH ไม่ประทับใจอิชั้นเลยค่ะ เข้ากรุไปซะเกือบทั้งหมด)

ต่อมาเป็นแปรง M·A·C 168 อันนี้ก็พอใช้ได้ค่ะ แต่สู้ Sonia Kashuk - Angled Contour Blusher Brush ไม่ได้เลย กลายเป็นแปรงลงบลัชแบบนางรองๆ ไปค่ะ ก็หยิบมาใช้บ้างเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ขวัญใจ

แท่น…แทน…แท๊นนนน….. มาแร้วววว…แปรงนางเอกของอิชั้น แปรงเลิ๊บสุด อันดับ 1 ของอิชั้นเลยค่ะ มันคือ Sonia Kashuk - Angled Contour Blusher Brush ขนนุ่มมาก ความแน่นพอดีมากๆ ความยาวของขนและมุมการตัดเฉียงก็พอดีเหมาะเจาะ ใช้ทำเฉดดิ้งได้ดี ลงบรอนเซ่อร์ได้อย่างใจ แปรงแบบนี้ใช้ได้สารพัดประโยชน์เหมือนกันนะคะ  ราคากลางๆ ค่ะ ไม่ถูกไม่แพง ชอบมากจนอยากไปลากมาอีก 5555 ไปTarget ทีไร ก็เห็นหมดทุกที ซื้อมาเพิ่มแน่นอนค่ะ แรกๆ ขนร่วงนิดหน่อย หลังๆ อยู่ตัวอยุ่ที่อยู่ทาง ไม่ร่วงแล้วค่ะ แปรงอะไรไม่รู้ ดี๊ดี 55555 เลิ๊บๆ

มาถึงอันสุดท้ายเป็น Sonia Kashuk - Synthetic Flat Blusher Brush เป็นแปรงยี่ห้อ Sonia Kashuk อันแรกที่ซื้อเลยค่ะ ซื้อจาก Target ขนเป็น synthetic taklon ซื้อเพราะเห็นเป็นหัวตัดตรง กะว่าจะเอามาบั๊ฟ MMU ขนนุ่มละเอียดและแน่นมาก บั๊ฟจนกล้ามขึ้น กว่าจะวนทั่วหน้า ผิดหวังอย่างแรง ขนนุ่มจนย้วย ความที่ขนนุ่มมากเลยแพ๊คมาซะแน่น ไม่รู้ว่าเหมาะจะใช้กับอะไร ไม่โปรดเลย ลองใช้บั๊ฟฟ์ MMU ก็พุ่มแปรงเล็กนิดนึง ถู ฝน วน จนเมื่อยจั๊กกะแร้แหละ..กว่าจะบั๊ฟทั่วหน้าบานๆ ของอิชั้น ไม่เวิ๊ก ไม่เวิ๊กกกก… เข้ากรุไป

IMG_2252-s copy

มาถึงแปรง Crease หรือที่ใช้แต่งแต้มตรงที่ค่อนข้าง precise มากหน่อย อันแรกเลยเป็นแปรงเก่าแก่รุ่นแรกๆ ที่มีในครอบครอง เป็นแปรงนิรนาม 555 ใช้และเลิ๊บมาตลอด ใช้เวลาเขียนอายไลเน่อร์ ขนแปรงจิ๋วมาก ความดีดพอดีๆ ค่ะ

สองอันต่อมาเป็นคู่แฝด Black Pointed Crease จาก CoastalScents ขนาดของขนแปรงพอเหมาะกับงาน แต่ขนค่อนข้างแข็ง อิชั้นใช้เวลาที่เอาดินสอเขียนขอบตาแล้วก็เอาแปรงนี้แตะอายชาโด้ว์ฝุ่น แล้วเขียนทับรอยดินสอ เพื่อ “เซ็ต” ให้ไม่เยิ้มเป็นหมีแพนด้าค่ะ เนื่องจากขนแปรงค่อนข้างแข็ง ก็เลยไม่ค่อยใช้ เจ็บง่ะ

คู่ต่อมาเป็น Italian Badger Round Crease Brush ทำเบรนดิ้งก็พอได้ ทำสมัจด์ก็ได้ ขนนุ่มแน่นพอดีๆ ถือว่าพอใช้ได้ แต่ไม่ได้วิเศษวิโสอะไร ไม่มีก็ได้ ไม่ต้องดิ้นรนไปซื้อหามาค่ะ

สี่อันต่อมา ไม่บอกคงไม่เชื่อว่าเป็นแปรงชนิดเดียวกัน 5555 มีอยู่อันนึงที่ส่วนขนแปรงพุ่มใหญ่กว่าใครเพื่อน เป็นแปรง หัวจิ๋ว ขนเฟิร์มแต่นุ่ม แน่น ไม่ระคายเคือง ยี่ห้อ Essence of BEAUTY ถูกและดีมีในโลกค่ะ 555 ใช้ทำ smudge ดีมากๆ ทีแรกมีอันเดียวค่ะ ด้วยความที่ถูกใจเหลือเกิน ไปซื้อมาเพิ่มทีละอัน พอมาถึงบ้านเป็นงงๆ เอ๊ะ ทำไมมันไม่เท่ากัน 555 แต่ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ใช้งานได้เหมือนกัน ด้ามแปรงไม่ยาวมาก แต่งตาใกล้ๆ กระจกได้สบายๆ เป็นอีกแปรงค่ะ ที่อิชั้นแนะนำ ของเค้าดีจริงๆ

คราวนี้ก็มาถึงแปรงแต่งตาที่ขาดไม่ได้ มีเรียกกันหลายชื่อ Smudge brush บ้าง Shadow Brush บ้าง ฯลฯ มันจะเรียกอะไรก็ช่างเถอะเน๊าะ แปรงพวกนี้เป็นแปรงขนสั้น ตัดแต่งโค้งเป็นรูปโดม ใหญ่-เล็ก หนา-บาง กว้าง-แคบ ต่างกันไป แปรงพวกนี้เอาไว้ แตะ ปาด ทา ถู ไถ eye shadow ค่ะ เลือกใช้กันให้เหมาะ สองอันแรกที่มีเป็นไอ้ดำก้านยาวที่สุด เรียกว่าแก่ชรามาด้วยกันเลย จากนั้นก็หามาเพิ่มเติมทีละอัน จนมีเป็นฝูงอย่างที่เห็น เป็นแปรงที่ใช้ง่ายเวลาแต่งตา แปรง POSH อันนี้เป็นอันเดียวที่ใช้คำว่า “ชอบ” ไอ้เจ้า mark ก็ปุ้มปุ้ยดี แต่ไม่ใหญ่มาก ใช้ง่าย ขนนุ่ม ราคาถูก แปรงสำหรับงานนี้ ถ้าไม่แข็งโป๊ก ก็ใช้ได้ดีค่ะ

คราวนี้มาถึง Blending brushes ค่ะ ชอบที่สุดเป็นอันล่างสุดค่ะ Essence of BEAUTY อีกแร้วววววว…… ต้องบอกว่าอันนี้ “ถูกและเริ่ด” คู่สีดำ Stiff Tapered Crease Eye Brush จาก  (Comparable to MAC 226 - เปรียบเทียบกะอีแม๊คอีกแระ 5555) ก็พอใช้ได้ค่ะ ส่วน e.l.f อันละ 1 เหรียญ ก็พอใช้ได้เหมือนกันค่ะ เจ้า Blending Fluff ของ CoastalScents (อันใหญ่สุด) ก็ใช้งานได้ดีค่ะ ไอ้อันที่ 2 ด้ามยาวผอมสีดำ นั่นเป็นแบบแบนๆ ของเก่าคู่บุญ ก็เริ่ดไม่แพ้ใคร ทนทานจริงๆ พวกเบลนดิ้งบรัชนี่ไม่ต้องคิดเยอะค่ะ เอาที่นุ่มๆ ฟูๆ หน่อย ขนาดพอเหมาะ ถูกแพงใช้ได้เหมือนกันหมด เรื่องเบลนด์มันอยู่ที่ฝีมือ 5555 ซื้อมาแพงๆ แต่ไร้ฝีมือ อะไรก็คงไม่ช่วย อิชั้นก็ถูไถใช้ไปเรื่อยๆ ค่ะ และยังคงต้องฝึกฝนต่อไปค่ะ

รูปนี้เป็นแปรงต่างๆ กันไป มีทั้ง Push Eyeliner Brush คือ 3 อันแรกเลย สีแดงเป็นแปรงศิลปะราคาถูก หางานใช้ให้เหมาะไม่ได้ เอามาลองเป็น push brush ก็ไม่เวิ๊ก แปรง push brush ของ Nars ก็ ไม่ค่อยดี กว้างไปหน่อย ไม่ถนัด อันที่ 3 แปรงนิรนามรุ่นบรรพกาล อันนี้เริ่ดสุด ถนัดมือ เลิ้บค่ะ ที่ปนๆ กันมาก็มีแปรงคิ้วของแม๊ค ซึ่งอิชั้นไม่ค่อยได้เอามาใช้ แปรงอายไลเน่อร์ของ CoastalScents ค่ะ ลองใช้เท่าไหร่ก็ไม่ยอมเชี่ยวชาญค่ะ กับการใช้เจลไลเน่อร์ ก็เป็นอันว่าไม่ค่อยได้เอามาใช้ แล้วก็มีแปรงคอนซีลเล่อร์ หลากหลายที่อิชั้นไม่ค่อยแตะต้อง หางานอย่างอื่นให้ทำก็ยังหาที่เหมาะไม่เจอค่ะ ก็เลยขยับเข้าไปไว้ในกรุซะก่อน 5555

พวกนี้เป็นแปรงปุ้มปุ้ย หรือที่เรียกอย่างสากลคือ Kabuki Brushes ค่ะ ที่เห็นจะเป็นของ elf เกือบทั้งหมด คือลองซื้อมาใช้ 1 อัน พอชอบก็เลยสั่งมาเพิ่ม ตอนเค้าลดราคาและมีโปรไม่เสียค่าส่ง สุดคุ้มมมมม…. มีอยู่ 1 อันที่เป็นขนยาวสำหรับใช้ปัดทั่วร่างกาย ซื้อมาไม่เคยใช้ 555 เดิมทีมี คาบูกิบรัชของ POSH อยู่ พอได้พวก elf มา ลองใช้เห็นความต่าง บั๊ฟได้เรียบเนียนเร็วดี เลยยกพ๊อชให้ลูกไป หายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ ส่วน Retractable Kabuki ของ mark 2 อันนั่น ถือเป็นคาบูกิบรัช 2 อันแรกที่มี เป็นแปรงของม๊าร์คที่คุณภาพดีมากๆ และราคาถูกปู้ดๆ ใช้พกพาโยนใส่กระเป๋ากลิ้งไปมาก็ไม่เลอะเทอะ ไม่ต้องหาภาชนะใส่ให้ยุ่งยาก ดูไฮจีนดีค่ะ

มีข้อติสำหรับคาบูกิบรัชอยู่อย่างนึงค่ะ คือมันไม่มีด้ามจับ ไม่ถนัดเลยค่ะว่ะ อิชั้นเก็บแปรงปุ้มปุ้ยพวกนี้ในหลอดยาค่ะ สะดวกเก็บ สะดวกใช้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ค่ะ ไปหาหลอดยามาเร็วๆ ค่ะ

ต่อมาก็มาที่ลิปบลัช ชอบสุดก็ 3 อันแรกค่ะ อันที่ 3 เป็นแปรงคู่บุญ อยู่กันมานานโข หลังๆ ตาชักถั่ว เวลาเสียบแปรงกลับเข้าไป แล้วเล็งไม่ดี ทำเอาขนหัก ขาด บิดๆ เบี้ยวๆ ไปหลายเส้นเลยค่ะ เสียดายมาก เป็นแปรงที่ดีมากๆ ถือว่าเป็น Lip Brush ในดวงใจที่อิชั้นโปรดที่สุด นอกนั้นก็ซื้อมาต่างกรรมต่างวาระ ไอ้ Isomers ก็ใช้ดีนะ ขนแปรงดีเชียวค่ะ เป็นแบบดึงลงแล้วแปรงโผล่ขึ้นข้างบน ใส่กระเป๋าไปไหนมาไหนด้วยสะดวกดี แต่คิดว่าไม่ค่อยสะอาด เพราะตรงปลายไม่มีฝาปิดค่ะ ส่วน 2 อันบนสุดสีฟ้า เป็นแปรงศิลปะ ทาลิปดีมากๆ เป็น taklon ความดีดสูง แน่นพอดิบพอดี ไม่อมสี ล้างทำความสะอาดง่าย จำได้ว่าซื้อมาแพ๊คละ $2.99 ค่ะ เริ่ดมากกกกกก….. เริ่ดเกินราคา…ขอบอก ใช้ทุกวันเลย อันใหญ่ใช้ทาลิปม๊อยส์เจ้อร์ก่อนนอน อันเล็กใช้ทาลิปสีเวลาแต่งหน้า เป็นแปรงที่รักจริงๆ นะคะ

IMG_1552 copy

มาถึงพวกแปรง 2 หัว นังพวกด้ามแดงพ๊อช ได้ยกให้ลูกสาวเอาไปเล่นนานแล้ว ไม่ชอบเลยค่ะ ส่วนด้ามดำคู่บน ไม่ค่อยได้พูดถึง ซื้อมาจาก CVS ราคาถูกมาก แต่คุณภาพดีมากกกกกกกกกกกกกก….. เจ้ขอแนะนำให้ไปหามาใช้กัน คู่นี้เอาใส่กระเป๋าไว้เวลาเดินทาง แต่ไม่ยักกะได้ไปไหนเหมือนใครเค้า เลยลากออกมาไว้ใช้ตามปกติค่ะ

IMG_1555-1 copy

มาถึงแปรงศิลปะราคาถูก ที่พูดถึงอยู่เรื่อยๆ เอารูปมาแปะให้ดูค่ะ แพ๊คละ 4 และ 6 อัน ราคาไม่เกิน 3 เหรียญทั้ง 2 แพ๊คค่ะ ชุดด้ามสีฟ้า เริ่ดดดดด…มาก นี่คือ Lip Brush ที่อิชั้นชอบมากกกกกก… พูดไว้ข้างบนแล้ว ส่วนด้ามสามเหลี่ยมหลากสี เคยใช้แต่ไอ้อันใหญ่สุดด้ามแดง ตอนทาโฮมเมดมาส์ก ก็เวิ๊กดีนะคะ แต่ไม่ได้ทำบ่อยๆ นานๆ จะนึกออกซะที เพราะมีมาส์กสำเร็จรูปเข้าคิวให้ใช้อยู่เต็มเลยค่ะ

page-279 copy

จริงๆ มีแปรงอีกหลายอัน แต่ไม่ค่อยน่าสนใจ มี Travel Set อยู่ 3-4 เซ็ต ส่วนมากเป็นของแถม มีเซ็ตที่ซื้อแล้วไม่ชอบเลยก็ของ POSH ส่วนชุดของ mark ชุดนี้ราคาถูกมากๆ และขนแปรงดีทีเดียว ปัจจุบันเป็นของเล่นของลูกไปแล้ว ที่เอาเทปลายหัวใจพันรอบๆ ปลอกแปรงไว้ เพราะเวลาตกหล่นจากโต๊ะจะได้มองเห็นค่ะ บางทีหาไม่เจอ เพราะตาไม่ค่อยดี อะไรใสๆ หล่นไปก็ไม่ต้องหากัน ส่วนกระเป๋าแปรงจาก mark เช่นกัน วัสดุดีมาก ราคาไม่แพงเช่นกัน mark มีโปรโมชั่น free shipping บ่อยมาก ซื้อครบ 25 เหรียญ ก็ไม่ต้องจ่ายค่าส่งแล้วค่ะ แต่ไม่เคยใช้เมคอัพของเค้าว่าคุณภาพเป็นยังไง ซื้อของจาก mark ไม่กี่ครั้งหรอกค่ะ ส่วนมากก็เป็นแปรงที่เห็นนี่แหละค่ะ

คราวนี้ก็มาถึงวิธีดูแลบรัชทั้งหลายของอิชั้น เริ่มด้วยการเก็บ ก็เอากระป๋องกระแป๋งที่หาได้ แล้วเอาแกนทิชชู่มาเสียบใส่ให้พอเหมาะ ถ้ามันกว้างมากๆ ก็ตัดเอาขวดน้ำมายัดๆ แปรงมันจะได้ไม่ล้มค่ะ อิชั้นใช้วิธีนี้กับที่ใส่ปากกาดินสอด้วยค่ะ บางทีขวดโหล ไห โอ่ง ที่เราเจอน่ารัก มันก็กว้างจนเสียบอะไรไม่ได้ เทคนิคนี้ช่วยได้ค่ะ

page-brush-01 copy

นานมาแล้วอิชั้นเห่อกับสินค้าตัวหนึ่ง เป็นสินค้าเพื่อแปรงที่คุณรัก ชื่อว่า Brush Guard ลงทุนเลยค่ะ ลากซื้อมาหลายแพ๊ค เอามาเสีบย มาสวม เพื่อปกป้องแปรงที่รักยิ่งของอิชั้น พอใช้ไปได้พักนึง แปรงพังหมดเลยค่ะ เป็นเพราะอะไรน๊าาา… เพราะแรงดึงดูดของโลก (โทษธรรมชาติ 555) เพราะการหยิบแปรงมาใช้ หยิบเข้า-หยิบออก มือไม้ไปรูดร่นให้ไปไอ้การ์ดนั่นไหลลงโดนไม่ได้ตั้งใจ พอนานๆ ไป หยิบแปรงมาใช้ เอ๊ะ…ทำไมแปรง ขนหัก หมดเลย ไม่ว่าไอ้การ์ดนั่นจะแน่นพอดิบพอดีแค่ไหน มันก็ไหลลงได้ค่ะ สุดท้ายเลยต้องเอาไอ้การ์ดเก็บไปแบบลืมกันไปเลยจะดีกว่า จะมีก็เอาไอ้ขนาดจัมโบ้ไว้ข้างนอก เพราะเวลาล้างแปรงปุ้มปุ้ยแล้วเอาตั้งไว้ (น้ำจะได้ไม่ไปทำความเสียหายให้กับกาวในตัวแปรงค่ะ) มีประโยชน์แค่นั้นจริงๆ เค้าโวว่ามันดีไปซะทุกอย่าง ใช้เก็บรักษาแปรงให้คงสภาพ ใช้ได้แม้แต่กับแปรงรูปร่างประหลาดๆ ใช้เวลาเดินทาง ฯลฯ สารพัดมหัศจรรย์มากกก… เฮ้อออ… เวลาอิชั้นจะไปไหนๆ (ซึ่งไม่ค่อยได้ไปนิ 555) ก็เอาแปรงที่คิดว่าจำเป็นใช้ใส่กระเป๋าแปรงแบบม้วนๆ มี slots ใส่แปรง มีแผ่นๆ มาปิดด้านบนส่วนขนแปรงก่อนม้วนค่ะ แปรงทุกอันเดินทางปลอดภัยกันดีทุกครั้ง มาดูรูปค่ะ Pictures tell all!

page-brush-02 copy

มาถึงเทคนิควิธีการตากแปรงแต่งหน้าที่อิชั้นอยากจะแชร์ค่ะ อิชั้นได้ลองทำมาแล้วมากมายหลายวิธี แขวน ห้อย วาง เสียบ ฯลฯ สารพัดวิธีจริงๆ นะคะ ที่อิชั้นลองมา สุดท้ายมาเจอวิธีนี้เข้า ชะงัดเลยค่ะ ช่างง่ายดาย เวิ๊กมาก ดูรูปแล้วใครๆ ก็ทำได้ วัสดุหาง่าย ทุกบ้านมี เริ่มต้นเลย หากระป๋องมา 1 อัน จะเป็นโลหะ พาสติก สี่เหลี่ยม วงกลม หรือกล่องอะไรก็ได้ค่ะ หาที่ขนาดพอเหมาะ จากนั้นก็เอาผ้าขนหนูค่ะ มาม้วนๆ ใส่ ตอนที่ไอเดียเกิด อิชั้นมีแผ่นฟองน้ำอยู่หน่อยนึง เลยเอาแผ่นฟองน้ำมาม้วนๆ ใส่กระป๋องดู ปรากฏว่ามีฟองน้ำไม่พอมันเลยหลวมไปหน่อย เกือบจะสิ้นหวังเลยค่ะ พอดีนึกถึง kitchen towel เอามาห่อฟองน้ำอีก มันก็อ้วนไม่พอ ก็เลยไปลองเอาผ้าขนหนูที่ใช้ในครัวมาค่ะ พับให้กว้างเท่ากับกระป๋อง แล้วก็ม้วนๆ จับยัดเข้าไปในกระป๋อง พอเราล้างแปรงเสร็จก็เอามาเสียบๆๆๆ วางกระป๋องตะแคงข้าง กดให้หัวแปรง tilt ลงนิดๆ นะคะ น้ำจะได้ไม่ไหลซึมย้อนเข้าไปในหัวแปรงค่ะ (ยังคาใจ ..ว่า… ถ้ามีแผ่นฟองน้ำ คงจะดีกว่านี้แน่ๆ ถ้าใครมีแผ่นฟองน้ำก็ลองดูนะคะ ดัดแปลงกันไปค่ะ อาจจะมีไอเดียที่บรรเจิดกว่าอิชั้น) เวลาเลิกใช้ก็เอาฝาปิดไว้กันฝุ่นลงผ้าค่ะ

page-brush-03 copy

รูปนี้คือ แปรงค่ะ 555 รูปแรกเป็นรูปแปรงประวัติศาสตร์ค่ะ ขุดออกมาจากรุกรุงเก่าเชียว 5555 ทั้ง 3 ชั้น ใช้มาตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา อันแรกจาก Boots สมัยโน้นไม่รู้หรอกเค้าใช้แปรงชนิดไหนทำอะไร ก็ซื้ออันนี้มาเลย ปัดแก้ม ทาแป้ง ได้หมด 5555 อันที่ 2 จาก Body Shop ตอนนั้นใช้บรอนเซ่อร์ที่เป็นเม็ดๆ ของบอดี้ช้อป เค้ายุให้ซื้อก็ซื้อค่ะ จำได้ว่า บอดี้ช้อปเพิ่งเข้ามาเมืองไทยใหม่ๆ เลย เก๋ากึ๊กมาก อันที่ 3 น่าจะเป็นแปรงสำหรับคอนซีลเล่อร์ แต่ไม่รู้หรอก เห็นว่าเหมาะกับทาปาก ก็ซื้อเอามาทาปาก จากไหนก็ไม่รู้ ไม่มีอะไรจารึกไว้ค่ะ ส่วนรูปล่างเป็นแปรงที่โปรดค่ะ จะเห็นว่าถูกแพงไม่สำคัญ อันไหนถนัดมือ ใช้ได้ดี ก็หยิบใช้บ่อยๆ ค่ะ

ท้ายสุด-สุดท้าย อิชั้นเอามาแบ่งปันกันดู วิเคราะห์ตามความรู้สึก “ชอบ-ไม่ชอบ” ของตัวเอง คุณๆ อาจอ่านเป็นไอเดียก่อนตัดสินใจซื้อหามาใช้ แต่ถ้าหากชอบพอ พึงใจ ไม่เหมือนกัน ก็อย่าโกรธกันนะคะ เพราะ “ลางเนื้อชอบลางยา” และ “นานาจิตตัง” ค่ะ เทคนิคต่างๆ ก็ไม่หวงห้าม นำไปใช้กันได้ค่ะ แปรงซื้อกันมาปพงๆ ก็ต้องรักษา มันจะได้อยู่กับเราไปนานๆ ให้คุ้มค่าเงินที่จ่ายไปค่ะ

Friday, November 13, 2009

Where the Wild Things Are

 

wtwa

ช่วงที่รอมมี่ไปแค้มป์ สามีอิชั้นต้องไปหาหมอเพราะเจ็บป่วยนิดหน่อย เลยลาป่วยซะ 1 วัน อิตาคนนี้ไม่เคยไปทำงานสาย ไม่ค่อยลาป่วย นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี เพราะไม่ได้เจ็บป่วยหนักหนาอะไร หลังจากพบแพทย์ก็เลยแวะไปช๊อปปิ้งกันนิดหน่อย กินอะไรอร่อยๆ กัน พอจะขับรถกลับบ้านเลยชวนกันไปดูหนังเด็ก (เล็ก) จริงๆ แล้วอิพ่อมันอยากดูเรื่อง Astro Boy ส่วนอิแม่มันอยากให้ไอ้ตี้ดูหนังที่เค้าสร้างจากหนังสือเยาวชนคลาสสิค อิแม่ชนะอยู่แล้ว 5555แถมเป็น Big Fan ของพี่ James Gandolfini (Tony Soprano) ซึ่งเป็นผู้ให้เสียงไอ้สัตว์ประหลาดที่มีบทนำ ชื่อ Carol ในเรื่องนี้ด้วย (ไอ้เอสโตรบอยเนี่ย ใช่ที่เป็นหนังการ์ตูนทีวีที่ดูกันตอนเด็กๆ เรื่องเจ้าหนูปรมาณู ที่มีสิงโตผู้ช่วยชื่อลีโอ ใช่หรือปล่าวพี่อ้วน…. ช่วยตอบที)

where-the-wild-things-are

Where the Wild Things Are เป็นหนังสือที่เด็กๆ ทั่วโลกได้อ่าน ไม่ว่าจะอ่านที่บ้านหรือที่โรงเรียน หลายๆ แม่ดิ้นรนซื้อหามาให้ลูกได้อ่าน ได้มีในครอบครอง กลัวลูกจะตกเทรนด์ กลัวว่าตัวเองจะเป็นแม่ไม่มีรสนิยมวิไล กลัวว่าจะเป็นแม่ประเภท uneducated 5555 เลยต้องพากันซื้อหน้งสือ classic & well-known children books อย่างพวกหนังสือของ Dr. Seuss ที่เป็น Bestselling of all time 555 เช่น Green Eggs and Ham, The Cat in the Hat, and One Fish Two Fish Red Fish Blue Fish เป็นต้น หลายๆ แม่ value การอ่าน หลายๆ แม่ซื้อมาไว้ประดับบ้านและตู้หนังสือเพื่อเสริมบารมี อิชั้นเป็นแม่ที่ส่งเสริมการอ่าน แต่ทุนทรัพย์มีน้อย อันไหนพอซื้อได้ก็จะซื้อ ถ้าแพง…ก็ฝัลลลล์…ไปเถอะลูก หนังสือที่จะซื้อให้ลูก อิชั้นต้องสกรีนก่อน หนึ่งปัจจัยในหลายๆ ปัจจัยที่อิชั้นนำมาร่วมตัดสินเวลาซื้อหนังสือให้ลูกคือ รูปภาพสวย เจริญหูเจริญตา นอกเหนือไปจาก เนื้อหา แง่คิด คุณภาพ และราคาเป็นลำดับต้นๆ เพราะฉะนั้นบ้านเราไม่มีหนังสือ Where the Wild Things Are และ Dr. Seuss’s Bestselling books แน่นอน รูปภาพและคุณภาพมันไม่สวยงามเอาเลยเชียว แต่ไม่ต้องกลัวว่าลูกสุดที่รักของอิชั้นจะพลาดหนังสือพวกนี้ เพราะมีให้เห็น ให้อ่าน ได้ทุกโรงเรียน ทุกห้องสมุด หรือบางทีพบได้ตามคลีนิคต่างๆ ด้วย โชคดีที่ลูกชอบอ่านหนังสือ ทริปช้อปปิ้งที่ลูกชอบและใช้เวลาอยู่ได้นานๆ คือ ร้านหนังสือ Borders รองลงมาคือ Barnes & Noble และอนุญาตให้ซื้อหนังสือได้ 1-2 เล่มเท่านั้น เพราะแม่…บ่อจี๊ 5555

where-the-wild-things-are-poster-1

ด้วยสติปัญญาที่อิชั้นมีอยู่บ้าง….เท่าที่มีนั่นแหละ 555 กับไอ้หนังสือที่กล่าวข้างต้น (โดยเฉพาะของด๊อกเต้อร์ซู้สส์) ดิฉันได้อ่าน แล้ววิเคระห์ตามอำเภอใจและอิงหลักวิชาการ (Analytical Reading ที่เล่าเรียนมา 555) หรือในแง่จิตวิเคราะห์ เนื้อหา คุณประโยชน์ psychology หรือ symbolism พออ่านแต่ละเล่มจบแล้ว มันไม่ให้แง่คิดดีๆ สร้างสรรค์ หรือ ให้แง่คิด แบบ… นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า 555 ที่เด็กๆ จะได้บ้างก็คือคำคล้องจองรูปและเสียง rhymes แต่ความคิดและมุมมองของคนเราต่างกัน ไทย จีน แขก ฝรั่งก็คิดต่างกัน อิชั้นคิดว่าฝรั่งให้ความสำคัญถึงเรื่องจินตนาการ เพ้อฝันมากกว่าคนไทย ที่เน้น เหตุและผล คุณและโทษ มากกว่า อิชั้นอ่านไอ้หนังสือ Where the Wild Things Are แล้วก็ได้แค่ There’s nothing really, Max, he’s just a problem child..!! Please don’t take it personal…it’s just my opinion. นะคะ

wildthings

จากหนังสือ รูปและเรื่อง ไม่น่าสนใจเลยสำหรับอิชั้น แต่สำหรับเด็กๆ อิชั้นไม่ทราบ นอกจากเด็กโตที่บ้าน ซึ่งได้อ่านนิทานเล่มนี้หลายรอบ คำตอบที่ได้ก็คือ “ไม่เห็นสนุกเลย” 5555 พอถามว่าอยากดูที่เค้าทำเป็นหนังมั๊ย แม่จะพาไปดู คำตอบที่ได้คือ “Nah ah” ที่อิชั้นพาไอ้ตัวเล็กไปดูก็เพราะคิดว่าลูกอาจชอบหรือสนใจ ปรากฏว่า… ไอ้ตี้ไม่หันไปมองจอหนังเลย สนุกสนานกับเก้าอี้ที่พับได้ เอ็นจอยข้าวโพดคั่วและเครื่องดื่ม เล่น armrest ที่พับขึ้นลงได้ เดินเล่นไปมา ไม่หลับเลย เจ้าก๊อตตี้ไม่ได้ก่อกวนผู้ชมคนอื่นๆ ในโรงเหนังเลย ลูกไม่ได้ส่งเสียงดังอะไร แล้ววันนั้นเป็นวันจ้นทร์ โรงหนังโล่งโจ้ง มีอีกครอบครัวนึง แม่กับลูกรุ่นจิ๋ว รวมแล้วหนังรอบนั้นมีผู้ชมแค่ 7 คน รวมเรา 3 คนพ่อแม่ลูกด้วยนะ ส่วนอิพ่อมันหลับกรนคร่อกตั้งแต่กลางๆ เรื่องจนจบ อิแม่มันก็ดูๆ ไปงั้นๆ ชื่นชมงานสร้างเค้า เป็น production ที่ใช้ได้ทีเดียว คอสตูม ตัวสัตว์ประหลาดทั้งหลายทำรายละเอียดได้ดี ขนเกรอะกรัง รุงรัง ดูสกปรก มองแล้วน่าจะเหม็นสาป มีจมูกชื้นๆ เหมือนหมูหมาแมวจริงๆ บางทีมีขี้มูกไหล ตา จมูก ปาก ขยับเขยื่อน ได้เหมือนจริง แต่มาสะดุดตาสะดุดใจกับ 1 ตัวละคร 555 ขอขำก่อน 555 เจ้าตัวนั้นคือ The Bull เป็นตัวที่ชอบ isolated จากกลุ่มตลอด แต่ก็ตามๆ เค้าไปนะ ทำอะไรก็ทำด้วย เงียบๆ สังเกตการณ์ observed จนเหมือน antisocial ไม่มีบทพูดจา เหมือนใครคนหนึ่งที่อิชั้นรู้จักเป็นอย่างดี กร๊ากกก……ผัวของอิชั้นเองเจ้าค่าาา…. 55555

where-the-wild-things-are-posters

“Where the Wild Things Are” is a 1963 children's picture book by American writer and illustrator Maurice Sendak, originally published by Harper & Row. The book has been adapted into other media several times, including an animated short, an opera, and, in 2009, a live-action feature film adaptation and video game. As of 2008, the book has sold over 19 million copies worldwide according to HarperCollins.

Plot : The book tells the story of Max, who one evening plays around his home, "making mischief" in a wolf costume. As punishment, his mother sends him to bed without supper. In his room, a mysterious, wild forest and sea grows out of his imagination, and Max sails to the land of the Wild Things. The Wild Things are fearsome-looking monsters, but Max conquers them "by staring into their yellow eyes without blinking once", and he is made "the King of all Wild Things", dancing with the monsters in a "wild rumpus". He soon finds himself lonely and homesick, and he returns home to his bedroom, where he finds his supper waiting for him, still hot.

THANKS >> http://en.wikipedia.org/wiki/Where_the_Wild_Things_Are

Monday, November 09, 2009

Seafood Cocktails Wah Ha Ha

 

IMG_1310-s

กลับเข้าครัวกันนิดนึงนะคะ แม่บ้านหลังยาวไม่ค่อยได้ทำกับข้าวเลี้ยงลูกผัวบ่อยๆ หรอกค่ะ และเมนูนี้เด็กๆ ก็ไม่ทานกัน 5555 มันมีเหตุมาจากซะมีของอิชั้นเค้าได้ตำรับมาจากเพื่อนร่วมงานชาวเม๊กซิกัน เพราะคุณเมียชอบรับทาน กุ้งคอคเทลส์ ซีฟู้ดคอคเทลส์ ทุกครั้งเวลาไปทานอาหารเม๊กซิกัน เลยอยากให้อิชั้นลองทำทานเองดู ซึ่งมันก็ง่ายแสนง่าย ไม่ต้องต้มหุง หั่นๆ สับๆ โยนใส่หม้อ คนๆ เสร็จแระ ทานได้เลย

สูตรที่ไอ้พวกผู้ชายจดให้กันมาเป็นอะไรที่น่าขำมากๆ ทุกเครื่องปรุง บอกยี่ห้อ และสถานที่ซื้อหาพร้อมราคาด้วยค่ะ การชั่งตวงวัดก็มีหน่วยเป็น กระป๋อง ขวด ลูก ฯลฯ เครื่องปรุงมีดังนี้ค่ะ

เครื่องดื่มคอคเทลน้ำมะเขือเทศยี่ห้อตามรูปเลยค่ะ จำนวน 2 ขวด

กุ้งฝอยต้มสุกที่เค้าใส่สลัดต่างๆ 2 แพ๊ค

ปูอัด 1 แพ๊ค

หอยสับ 2 กระป๋อง

หอยนางรม 1 กระป๋อง (อย่าเทน้ำทิ้ง เท juice ใส่ลงไปด้วย)

อะโวคาโด้ (ห่ามๆ ไม่สุกนิ่ม หั่นเต๋า) 4 ผล

แตงกวา 2 ลูก (อิชั้นปอกผ่าสี่แล้วเอาเม็ดออก จากนั้นหั่นเต๋าค่ะ)

มะเขือเทศ 1 ปอนด์ (อิชั้นเอาเม็ดออกและหั่นเต๋าเช่นกันค่ะ)

ผักชี 1 กำ (ล้างสะอาด หั่น)

หอมใหญ่ 1 หัวใหญ่ (หั่นเต๋าจิ๋วๆ)

page-289 

หลังจาก ล้าง หั่น สับ ซอย เครื่องปรุงต่างๆ เสร็จแล้ว ก็แทบจะเรียกว่าเสร็จแล้วหล่ะค่ะ แต่อิชั้นรู้สึกไม่ค่อย “ชัวร์” กับการเทโน่นนี่จากกระป๋องแล้วรับทานเลย ก็เลยขอลวกๆ ต้มๆ มันซะทุกอย่าง (ยกเว้นพืชผัก) ทั้งๆ ที่เจ้าของ recipe ย้ำนักย้ำหนาว่าไม่ต้องหุงต้มใดๆ

page-290

จากนั้นก็เทไอ้ 2 ขวดใส่ภาชนะ เทอะไร ต่ออะไร ประดามี ลงไปให้หมด คนๆ ซะหน่อย แช่ตู้เย็นเก็บไว้รับทานค่ะ ถ้าหากมีหมึกยักษ์หั่นใส่ลงไปด้วยก็คงจะโอเคนะเนี่ย 555 พอทำเสร็จแล้วมันช่างมากมายก่ายกอง ทำยังไงจะกินได้หมด เลยตักไปแจกๆ ชาวอินลอว์ซะเยอะเชียวค่ะ สูตรนี้อร่อยใช้ได้ทีเดียว พืชผักกรุบกรอบ รสชาติกลมกล่อมไม่ต้องเติมเครื่องปรุงใดๆ แต่ที่มันเยอะเหลือเกิน ฟาดซะจนหายอยากไปเป็นปีเลยค่ะ ถือว่าประสพความสำเร็จมากในการทำซีฟู้ดคอคเทลส์ครั้งแรกในชีวิตค่ะ

IMG_1313-s

Enjoy Your Days Na Ka…

Monday, October 26, 2009

กล้องที่โทรออกได้ กับ เอสเต้ + อื่นๆ อีกนิดนึง

วีคเอนด์ที่ผ่านมาครอบครัวเราก็อีทเอ๊าท์ตลอด แล้วก็ไปช้อปปิ้ง-ช้อปเปี้ยงเล็กๆ น้อยๆ โน่นนี่นิดหน่อย นอกนั้นก็นอนดูทีวีขี้เกียจอยู่บ้านกันพร้อมหน้า อันแรกที่จะเอามาอวดคือ โทสับใหม่ของอิชั้นค่า Sony Ericsson C905a ที่มีกล้อง 8.1-megapixel น่าจะเรียกว่ากล้องที่มีโทรศัพท์มากกว่าโทรศัพท์มือถือที่มีกล้อง เพราะกล้องทำงานแบบฟูลอ๊อพชั่นเลย กว่าจะเปลี่ยนเป็นอันนี้ก็ส่งอีเมวไปถามไถ่เอทีแอนด์ทีถึง 3 ครั้ง 3 ครา คือเซ่อๆ บ้าๆ นึกคำถามออกทีละ 2-3 ข้อ 55555 ตอนแรกก็บอกเค้าไปว่า อยากเปลี่ยโทสับแล้วแต่ไม่รู้จะเอาแบบไหนดี ก็สนใจไอ้รุ่นนี้ อิชั้นไม่ใช้เน็ทบนมือถือ (เพราะเน็ทที่บ้านเปิดเกือบจะตลอดวันตลอดคืน) อิชั้นไม่แชท ไม่ text messaging ไม่เอา full keyboard (ไอ้แบล๊คเบอรี่-ก็ต้องตัดไป) ไม่โน่นไม่นี่ ก็ร่าย…ยาว บอกเค้าไปอีกว่า life style ของอิชั้นเป็นแบบนี้ แบบนี้นะ need PDA and sometimes need camera too (เวลาลืมกล้อง) เพราะตารางหาหมอ ตารางรับส่งลูก กิจกรรมลูก เมื่อก่อนพก PDA พกโน่นนี่มากมายใส่คานหาบแบกหามรอบตัวดูไปมาคล้ายๆ แรมโบ้หญิง แล้วไอ้ไอโฟนที่เห่อๆ กัน ไม่อยู่ในห้วงฟามคิดของอิชั้นเลย เพราะมีลูกมือซน ทัชสกรีนนี่ต้องห้าม แถมโสหุ้ยอีไอโฟนเนี่ย แพงนิ แล้วประกันไม่คัฟเว่อร์ด้วย (อันนี้สำมะคันมากๆ) คือไม่อะไรเลยกับไอโฟน ก็เมวกันกลับไปกลับมา ยังงงสงสัย ไหงอิเบ๊อะไม่โทรไปคุยกะเค้าซะให้จบๆ เสร็จๆ 5555 คนเราก็บ้าเน้อ… สรุปว่ามือถืออันนี้เหมาะเจาะกับอิชั้นที่สุด

page-458 

พอดีไปเจอซองมือถือใส่กันได้พอดีเป๊ะๆ ในกะบะเคลียแร๊นซ์ เลยลากมาซะด้วยราคา 2 เหรียญ แถมด้านในบุผ้าสีริ้วๆ เหมือนmulti stripe ของ  Paul Smith ซะยังไงยังงั้น 55555 อยากบอกเพื่อนๆ ซึ่งรู้ๆ กันอยู่ว่าเมื่อก่อนอิชั้นน่ะเป็นสุดยอดเจ้าแม่ gadgets เลย แต่เดี๋ยวนี้นะ “โล-เทค” สุดๆ 555 เซ่อซ่า บ้าบอมากๆ ปัญญาทึบจริงๆ เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ยากจัง อะไรที่ complicate มากๆ ก็จะกลายสภาพเป็นก้อนหินไร้ประโยชน์ไปเลย เพราะอิชั้นจะไม่แตะไม่ต้อง แล้วพอ cannot utilized อะไร-สิ่งนั้นก็จะสูญค่าไปเลยจริงๆ นะ พอจะซื้ออะไรก็เลยต้อง study หนักๆ หน่อย 555 ยิ่งแก่ก็ยิ่งเซ่อแล้วยังจู้จี้จุกจิกด้วย กร๊ากกก….มีใครเป็นเหมือนอิชั้นกันบ้างหรือป่าว…. อย่ามาบอกนะว่า ยัง sharp & chop chop กันดีอยู่ 5555 อย่ามา “กอหอก” ก๊านนน…

ต่อมาเป็น เอสเต้ล๊อตล่าสุด หลังจากเลิกรากันไปพักนึง นอกใจเอสเต้ไปหาพอลล่า 5555 แต่ด้วยของแถมยั่วใจมากๆ อดรนทนไม่ได้ ค่าส่งฟรีด้วย เลยเอากะเค้าซะหน่อย มาดูกันค่ะ

page-461 

ที่ซื้อก็คือพาเลตทาตา สีเรียบร้อยดี และโฟมล้างหน้า (จะไม่กล่าวถึง เพราะ เป็นยาสามัญประจำบ้านมานานมากแล้ว) อายชาโด้ว์ของเอสเต้ เม็ดสีจะไม่ค่อยสะใจ แต่ถ้าใช้ primer ก็โอเคทีเดียวค่ะ คราวนี้มาดูของแถมกัน ขวดเงินจิ๋วนั่นเป็นของแถมที่ปลื้มมากตลอดกาล Re-Nutriv Ultimate Lifting Serum “รี-นูทีฟ” เป็นเซ็ตที่ราคามหาโหดของเอสเต้ แต่ก็มี (ขนาดทดลอง) ไว้ใช้เรื่อยมา ส่วนมากจะได้แบบครีมกระปุก นานๆ จะได้ซีรั่มซะที ชอบเซ็ตนี้แต่ไม่เคยซื้อใช้ค่ะ เพราะ “บ่อจี๊” 5555 ตานี้ก็มาถึง Nutritious Vita-Mineral Loose Powder Makeup SPF 15 ยังไม่ได้ลองเลย ดูเหมือนสีจะคล้ำไปนิด (มี MMU ฟูลไซ้ส์ของ Prescriptives อยู่ 1 กระปุก ใช้แล้วเฉยๆ ไม่กรี๊ด วี๊ด บึ้ม ใช้ก็ได้-ไม่ใช้ก็ได้ ไม่อะไรเลยกับ MMU มีความรู้สึกส่วนตัวว่าใช้ MMU แล้วดูรูขุมขนโดดเด่นชัดเจนมากกก… Idealist หรือ เบสใดๆ ก็ช่วยไม่ได้) ตานี้มาถึงไอ้ตัวเจ้าปัญหา Pure Color Lip Candy Bar มา มะ มาดูกัน

page-462

แพ๊คเกจชนะใจอย่างแรง เป็นพลาสติกแบบตันๆ จริงๆ อิชั้นมีเพียวคัลเล่อร์แบบฟูลไซ้ส์อยู่ในครอบครอง 3 สีแล้วค่ะ ชอบตรงที่เนื้อบางเบา แต่สีเด่นชัด และแพ๊คเกจลูกเต๋าหนักแน่นดี เห็นของแถมอันนี้เลยต้องจัดซื้อจัดหามาครอบครองซะหน่อย พอได้ของมาก็แงะ แกะ แคะ หาวิธีเปิดไอ้เจ้าช่องใส่แปรง ด้วยที่เซ่อซ่า เล็บเลยไปจิกเอาเนื้อลิปสติกสีเข้มนั่นเข้า แต่ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เดี๋ยวก็ใช้มันอยู่ดีเน๊าะ

page-463

ต่อมาเป็นรองเท้าคู่ใหม่ ตอนซื้อซะมีบ่นนิดนึง “ซื้ออีกแระ เพิ่งซื้อไปไม่นานก็คล้ายๆ คู่นี้” ก็สวนไป ไม่เมื๊อน…. ไม่เหมือนเฟ้ย คนละยี่ห้อ แต่เป็น Wedge & Pump และสีดำเหมือนกันเท่านั้นเอง 5555 พี่แกก็บ่นไปงั้นแหละ คุณเมียอยากได้ก็ต้องควักกระเป๋าจ่ายอยู่ดี 5555 คู่นี้เป็นยี่ห้อ Michael Kors ตรงที่ห้มส้นเป็นวัสดุเหมือนยาง ซึ่งน่าจะไม่ขูดขีด ลอก หรือขาดได้ง่ายๆ ถ้าขับรถส้นกับหนังที่หุ้มส้นก็คงไม่พังเสียหาย (จริงๆ รองเท้าทั้งหมดของดิฉันสภาพเนี๊ยบตลอดกาล เพราะรักรองเท้ายิ่งชีพค่ะ) ส่วนวัสดุตัว upper เป็นหนัง suede สีดำเมี่ยม (สะใจ) ใส่แล้วเดินสบาย ไม่ “ดุ” กัดแหลก แต่จริงๆ ยังไม่รู้หรอก เพราะเดินอยู่ในบ้านเพื่อ break-in เฉยๆ ยังไม่ได้ใส่ไปแต๊ดแต๋ที่ไหนนอกบ้านเลย8jt ขอให้เชื่อง ขอให้เชื่อง เถิ้ดดดดดด….

page-459 

อันนี้เป็น Coach ใบใหม่ของอิชั้น มันคือ Coach Bonnie Canvas Tote (Fuchsia & Orange) สีแอ๋นแต๋นถูกใจมากๆ อยากได้ อยากได้มานานมาก มันเป็นคอลเล็คชั่นที่ออกมาประมาณต้น Spring 2009 ออกมาไม่นานก็หายหน้าหายตาไป ไม่ค่อยนิยมกันเท่าไหร่ ตกไปอยู่ตาม outlet ต่าง แต่อิชั้นโชคร้าย ไม่มีเอ๊าท์เล๊ตไหนอยู่ใกล้ๆ ในรัศมี 300 ไมล์เลยค่ะ ก็หมดใจไปแล้วหล่ะกะนังชมพูแอ๋นเนี่ย เมื่อไม่กี่วันก่อน คุณเพื่อน (สุมนา) ไปแต๋นที่มเซี่ส์ โทรมาบอก เห็นมีใบนึง เกาะไว้ เหนี่ยวไว้ กลัวคนอื่นคว้าไป แล้วก็กลัวอิชั้นจะไม่รับสายแทบแย่ เสียงตามสายของคุณเพื่อน (ที่แสนดี) แว๊ดมาว่า ยัง fonding นัง Bonnie นี่อยู่หรือป่าว เค้า clearance ที่ Macy’s อิชั้นก็รีบแว๊ดกลับไป ลากคอนังบอนนี่มาเลยจ้า จากราคาเต็ม $298 ลดเหลือ $89.40 แล้วลดพิเศษอีก 15% บวก TAX กลับมาคืนอีก 8.975 % ไปคิดกันเอาเองท่านผู้ชม อิชั้นอ่อน match 555555 พอได้รับคุณกระเป๋ามาก็พินิจพิเคราะห์ด้านนอกด้านในดูเนี๊ยบเรียบร้อยดี กระเป๋าใบนี้ค่อนข้างหนัก ดูจุดีด้วย บ้าหอบฟางอย่างอิชั้นขนอะไรใส่เข้าไปได้เยอะเชียว แต่ไม่ยักกะแถมไม้คาน จะได้หาบไปมาสะดวกขึ้น 555 ด้านหน้ามีช่องกระเป๋า kiss-lock frame เล็กๆ ประดับอยู่ มันจิ๋วเดียว ไม่น่าจะเอาอะไรใส่หรอกค่ะ ด้านข้างก็มีช่องกระเป๋า turn-lock gusset ทั้งสองด้าน ส่วนด้านหลัง มี small slip pocket ด้วยค่ะ ขอตินิดนึงตรงที่ไม่มีซิปปิดด้านบน main compartment ลูกๆ อิชั้น มันชอบเทกระเป๋าแม่เวลามันหาข้าวของน่ะค่ะ น่าตี (+ตื้บ) กันจริงๆ ให้ตายเถอะ…ฆ่าาาา…

page-460

ส่วนเจ้าสะพายแล่งนี่ต้องรองเพลง ไม่ได้เจตนา ไม่ได้เจตนา ล้า ลา ลา …. ไม่ได้เจตนาซื้อใบเล็กๆ นี่เลยค่ะ พอคุณเพื่อนโทรกลับมาอีกว่า เฮ้ย เอาใบลูกมันหรือป่าว ก็ถามกลับไปว่าคุณลูกใบไหน (พูดมาเถอะ รู้จักโม้ดดด….ทุกลูก) พอคุณเพื่อนบอกว่าเป็นแบบสะพายแล่ง และคิดว่าอิชั้นน่าจะซื้อให้ลูกสาว เพราะปกติจะชอบใช้ของเหมือนๆ กันอยู่แล้ว ก็ตอบคุณเพื่อนไปว่า โอเคเลย ลากคอลูกมันมาด้วย เจ้า Coach Bonnie Swingpack Crossbody อันนี้ก็ "โล๊ะ-ราคา” จาก $168 ลดเหลือ $50.40 แล้วลดพิเศษอีก 15% บวก TAX กลับมาคืนอีก 8.975 % เช่นกัน กระเป๋าใบนี้กระทัดรัดใช้สะพายพาดตัวเพื่อความสะดวกมือไม้ทั้ง 2 ยังอยู่ครบ หรือในวันที่มีธุระเบาๆ ก็จะสะดวกมาก อย่างเช่น..ไปแต๋นตามคาสิโน 5555 (นานทีปีหนค่ะถึงได้ไปกะใครเค้า พูดเหมือนเซียน ฮิฮิ)  ด้านหลังของกระเป๋ามี กระเป๋า kiss-lock frame และ small slip pocket ส่วนด้านในกระเป๋าไม่มีช่องอะไรทั้งนั้นค่ะ

งานนี้ต้องขอบคุณคุณเพื่อนอย่างมากกกกกกก….. แต๊งส์ นะคะ คุณเพื่อน 

Friday, October 16, 2009

ยาที่ไม่ควรกินคู่กัน

ยาที่ไม่ควรกินคู่กัน

โดย : นพ.กฤษดา ศิรามพุช

หากคุณมั่นใจว่าผู้ป่วยเลือดจาง ต้องกินอาหารเสริมในกลุ่มธาตุเหล็กให้มาก "คุณคิดผิด" หมอกฤษดาแจกแจงคู่ยา "มิตร-ศัตรู" ให้เข้าใจกันชัดๆ

“Good things come in pair” ดังวลีฝรั่งนี้ที่บอกว่าของทุกอย่างมีคู่แฝดอยู่เสมอ อาจเป็นแฝดเหมือนหรือแฝดต่างก็ได้ ซึ่งก็พ้องกับทางพระที่ว่า กุสลาธัมมา อกุสลาธัมมา และโลกธรรมแปดที่เล่าถึงคู่แห่งสัจธรรมในโลกนี้ มีสุขแล้วก็มีทุกข์ มีสรรเสริญก็ย่อมมีนินทา มีลาภก็ย่อมมีเสื่อมลาภได้ดังนี้เป็นต้น

ดังนั้น ในเรื่องของโอสถรักษาโรคก็ ย่อมต้องมีคู่แฝดของมัน ที่ต้องมีทั้งแฝดที่ดีและแฝดที่ร้ายคล้ายเทวากับซาตานซึ่งเคยมีกรณีที่ถึง แก่ชีวิตมาแล้ว ซึ่งโดยมากมักเกิดจาก “ความไม่รู้” ในฤทธิ์อันไพศาลของยาแต่ละเม็ดที่กินอยู่ โดยเราจะค่อยมาดูกันไปทีละแฝดครับ

แฝดที่ดี

เสมือนคู่บุญยิ่งรู้จักกินให้เสริมกันก็จะยิ่งช่วยเสริมสุขภาพหรือทำการรักษาโรคให้ท่านได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น และที่จริงก็ควรกินคู่กันเสียด้วยเพราะเรื่องของยาอาหารเสริมนี้มีหลักคือทำงานร่วมกัน โดยกลุ่มที่ควรกินร่วมกันช่วยเสริมให้ดีมีดังต่อไปนี้ครับ

1) วิตามินซีกับคอลลาเจน จะช่วยกันสร้างเนื้อเยื่อใหม่ให้ใสปิ๊งปั๊งไม่เหี่ยวหย่อนย้อย

2) ธาตุเหล็กกับวิตามินซี กินธาตุเหล็กให้ดีดูดซึมเข้าไปใช้ได้ ไม่ใช่กินเข้าไปอย่างไรถ่ายออกมาหน้าตาเหมือนเดิมนั้น ต้องกินคู่กันอย่างเช่นถ้าจะกินเลือดหมูให้ได้ธาตุเหล็กก็ควรกินกับผักที่มี วิตามินซีสูงเช่นใบตำลึงก็จะดีไม่น้อยครับ

3) แคลเซียมกับแมกนีเซียม แคลเซียมจะดูดซึมได้ดีต้องมี “ตัวช่วย” พามันเข้าไปได้แก่แมกนีเซียม, วิตามินดีและวิตามินเคด้วยซึ่งอยู่ในแสงแดดและผักเขียวจัดตามลำดับ

4) วิตามินเอ ซี และอี พยายามกินไปด้วยกันเป็นดี หรือสูตรที่ดีคือกินซีเพียงตัวเดียวส่วนเอกับอีนั้นกินเอาจากผักคะน้าและถั่วลิสงสักวันละกำมือ

5) น้ำมันปลา (ไม่ใช่น้ำมันตับปลา) ขอให้เลือกชนิดที่มี ดีเอชเอคู่กับกับอีพีเอ ยิ่งมากหน่อยยิ่งดีอย่างน้อยกินให้ได้ค่า ดีเอชเอ+อีพีเอ = 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน โดยมีเคล็ดไว้ว่าถ้าอยากบำรุงสมองต้องเลือกชนิดที่มีดีเอชเอเด่น แต่ถ้าจะให้บำรุงส่วนอื่นเป็นหลักเช่นข้ออักเสบให้เลือกชนิดที่มีอีพีเอสูงด้วยครับ

แฝดที่ร้าย

แฝด ตัวนี้ถือเป็นระดับ “ตัวแม่” ที่น่ากลัวกว่าเยอะมากครับ เพราะอาจทำให้เกิดเลือดออกในสมองจนเป็นอัมพาตหรือหัวใจวายแน่นิ่งไปได้ จึงอยากชวนให้ท่านที่รักมาสนใจในยาที่ไม่ควรกินร่วมกันสักนิดดังนี้ครับ

1) น้ำมันปลากับแอสไพริน คู่ร้ายอันดับแรกโดยน้ำมันปลานี้มีฤทธิ์ช่วยให้เลือดใสไม่หนืดเหนียว ส่วนแอสไพรินก็มีฤทธิ์เดียวกันคือช่วยให้ไม่เกิดลิ่มเลือดจับแข็งเป็นก้อน ตัน เมื่อกินคู่กันเลยกลายเป็นคู่สังหารพาลให้เลือดไหลพรวดพราดไม่หยุด แม้การกรอฟันเพียงนิดก็อาจทำให้เลือดออกได้ราวกับผ่าตัดใหญ่แล้วครับ

2) วิตามินอีและอีฟนิ่งพริมโรส มีคนไข้ที่อยากผิว สวยมาหาพร้อมบอกว่ามีคนแนะให้กินวิตามินอีแต่บ้างก็ให้เลือกเป็นอีฟนิ่งพริม โรสแทนจะเลือกอย่างไรดี จึงได้บอกไปให้เลือกอย่างหนึ่งก็พอเพราะล้วนแต่มีวิตามินอีทั้งนั้นซึ่งถ้า ได้มากไปอาจทำให้เกิดหัวใจพิบัติแทน

3) แคลเซียมเสริมกับแคลเซียมสด ถ้าท่านกินงาดำได้วันละ 4 ช้อนโต๊ะหรือเต้าหู้ขาวแข็งวันละ 3 ขีดก็จะได้แคลเซียมราว 1,000 มิลลิกรัมอยู่แล้ว ซึ่งถ้าไปหาแคลเซียมเม็ดมากินเติมอีกจะทำให้แคลเซียมเกินและไปจับกับหลอด เลือดทำให้ตีบแข็งได้

4) กาแฟกับแคลเซียม ขอให้เลี่ยงกินแคลเซียมร่วมกับกาแฟเพราะกาแฟจะไปยับยั้งการดูดซึมแคลเซียม นอกจากนั้นยังไปดึงแคลเซียมออกจากกระดูกอีกด้วย

5) ธาตุเหล็กกับเลือดจางธาลัสซีเมีย เป็นไม้เบื่อไม้เมากันทีเดียว ขอให้ลืมความเชื่อที่ว่าถ้าเลือดจางต้องกินธาตุเหล็ก ไม่เสมอไปครับ หากท่านเป็นเลือดจางชนิดธาลัสซีเมียแล้วไปกินธาตุเหล็กเสริมจะเท่ากับเติมยาพิษให้กับหัวใจและตับตัวเองครับ

ทั้ง แฝดดีแฝดร้ายนี้ที่จริงมีอีกมากซึ่งผมได้เคยเขียนไว้ในหนังสือแล้วและก็ ตั้งใจจะเขียนไว้เรื่อยๆเป็นตอนต่อไปในคอลัมนี้ แต่สำหรับที่เลือกมาให้เห็นนั้นเป็นตัวอย่างที่พบบ่อยหน่อยครับและท่านจำไป ใช้ประโยชน์ได้ทันที

เมื่อถึงตอนนี้ขอให้ท่านหยิบเอาร่วมยาออกมาสังคายนาแยกวางเป็นชนิดไปบนโต๊ะแล้วจัดเป็นกลุ่มไว้ว่ากลุ่มใดรักษาโรคไหนแล้วบางทีจะเกิดพุทธิปัญญาทีเดียวว่าตูข้ากินยามากเกินความจำเป็นไปเพียงใด แต่นั่นก็ยังไม่ร้ายเท่ากินยาที่ดันไปเสริมฤทธิ์กันให้เป็นพิษเข้าไปเสียอีก

ดังนั้น ท่านจะเห็นว่าการกินยานั้น มีข้อหยุมหยิมอยู่มากเมื่อเทียบกับกินอาหารธรรมชาติที่โอกาสเกิดการผสมกัน เป็นพิษน้อย เพราะมีส่วนประกอบสำคัญอยู่ในปริมาณที่ไม่เข้มข้นมากเท่ายาเคมี แต่อย่างไรก็ดีคงต้องยึดหลักที่ว่าหูไวตาไวถ้ารู้สึกว่า “ไม่ใช่” แล้วก็ให้รีบเร่งบอกอย่าปล่อยให้เลยตามเลยไว้นานเลยครับ

*** นพ.กฤษดา ศิรามพุช, พบ.(จุฬาฯ) ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ drkrisda@gmail.com

ขอขอบคุณที่มาค่ะ > > http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/health/20091016/81518/%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99.html

Monday, October 12, 2009

วิธีดื่มน้ำ จากคุณหมอ‏ (เหวิดเมว..อีกอัน..ที่น่าอ่าน)

เพื่อนๆคิดว่าสุดยอดของการเป็นหมออยู่ที่ไหนครับ ในพฤติกรรมที่ผมว่าคนไทยส่วนใหญ่ทำผิดมากที่สุดคือ เรื่องของการดื่มน้ำนี่แหละครับ ลองทำแบบทดสอบกันสักนิดก่อนอ่านต่อดีไหมครับ

  1. คุณมีความเชื่อที่ว่าน้ำยิ่งดื่มเยอะยิ่งดีหรือไม่
  2. คุณดื่มน้ำวันละกี่แก้ว
  3. น้ำที่ดื่มเป็นน้ำเย็น, น้ำธรรมดา หรือว่าน้ำอุ่น
  4. ดื่มน้ำช่วงเวลาไหนเป็นพิเศษไหม เช่น ดื่มตอนเช้า ดื่มระหว่างทานข้าว ดื่มก่อนนอน เป็นต้น
  5. ปกติดื่มอะไร เช่น น้ำเปล่า น้ำอัดลม ชา กาแฟ เป็นต้น


เราเฉลยกันไปทีละข้อๆพร้อมอธิบายละกันครับ พร้อมที่จะรู้ความผิดของตัวเองหรือยังครับ

ข้อหนึ่งนั้น เป็นความเชื่อที่ผิดครับ ทุกอย่างต่างมีทั้งคุณและโทษ ต้องหาจุดสมดุลของมันครับ น้ำดื่มมากเกินไปกลับไม่ดีเสียอีกครับ เดี๋ยวผมจะมีสูตรให้คำนวณว่าวันหนึ่งเพื่อนๆควรดื่มน้ำแค่ไหน

ข้อสอง คิดว่าทุกคนคงเคยเรียนกันมาอยู่แล้วว่าคนเราวันหนึ่งควรทานน้ำวันละ 8-10 แก้ว ว่าแต่ทำได้อย่างที่เรียนมาหรือเปล่าครับ ผมจะอธิบายให้ฟังว่า น้ำในร่างกายของเรามีที่มาที่ไปอย่างไรก่อน น้ำที่เข้าสู่ร่างกายเรามาจากน้ำและอาหารที่ทานเข้าไปเป็นหลัก ส่วนน้ำจะออกจากร่างกายทางปัสสาวะ อุจจาระ เหงื่อ และทางลมหายใจ แต่ปัสสาวะเป็นเส้นทางหลักครับ คนเราจำเป็นต้องปัสสาวะออกจากร่างกายอย่างน้อย 500 มิลลิลิตรต่อวัน ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถขับของเสียออกจากร่างกายได้หมด นอกจากนี้อีกสามทางที่เหลือโดยเฉลี่ยก็จำเป็นต้องใช้น้ำอีกราว 1000 มิลลิลิตร หรือ 1 ลิตร ต่อวัน เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว คนเราจึงต้องดื่มน้ำเพื่อชดเชยส่วนที่ออกจากร่างกายทุกวันราว 1500 มล. หรือ 7-8 แก้ว (แก้วละ 200 มล.) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นตัวเลขนี้ก็ไม่สามารถใช้ได้กับทุกคนครับ ผมเลยมีสูตรมาให้คิดกันคร่าวๆว่าวันหนึ่งเราต้องทานน้ำปริมาณเท่าไรจึงจะเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย สูตรคือ

(น้ำหนักตัว(กก.) x 2.2 x 30) / 2 หน่วยที่ได้ออกมาเป็นมิลลิลิตรครับ เช่น หนัก 60 กก. เอาเข้าแทนค่าก็จะได้
ควรดื่มน้ำ (60 x 2.2 x 30) / 2 = 1980 มล. หรือประมาณ 10 แก้วต่อวันครับ

ถ้าเราดื่มน้ำน้อยกว่านี้ เลือดซึ่ง 90% ทำมาจากน้ำก็จะไหลเวียนไม่สะดวก ร่างกายก็จะขับของเสียได้ยาก ขณะเดียวกัน
สารอาหารในเลือดก็ส่งไปถึงร่างกายช้า ทางแพทย์จีนถ้าเกิดเลือดลมเดินไม่สะดวกนี่เป็นบ่อเกิดสารพัดโรคเลย บางคนบอกว่าประจำเดือนมาน้อยหรือไม่มา มาเป็นลิ่มเลือด สีเข้ม หนืด ปวดประจำเดือนก็แหงละครับ น้ำไม่กินจะเอาที่ไหนไปสร้างเลือดละครับ แต่ถ้าทานน้ำมากกว่านี้ก็เป็นผลเสียต่อร่างกายอีกเหมือนกัน ทำอะไรก็ต้องพอดีๆครับ

ข้อสาม อย่างที่เคยบอกไปตั้งแต่อาการขี้หนาวนะครับว่าน้ำเย็นเป็นของต้องห้ามสำหรับร่างกาย กระเพาะเมื่อเจอของเย็นเข้าไปการทำงานจะด้อยลงทันที เกิดเป็นอาหารไม่ย่อย อาหารบูดเน่า หมักหมมอยู่ในกระเพาะ และลำไส้ลำไส้ก็ดูดซึมของเสียจากกากอาหารพวกนี้กลับเข้าสู่เส้นเลือดต่อไปเรื่อยๆจนกว่าจะถ่ายอุจจาระออกจากร่างกายของเรา เพราะฉะนั้นเราไม่ควรจะทานของเย็นๆครับ ทานน้ำธรรมดาหรือน้ำอุ่นก็ได้ แต่ก่อนผมไม่รู้จุดนี้ก็ทานกันไป โดยเฉพาะไทยเป็นเมืองร้อน ทุกที่ต้องเสริฟน้ำเย็น เสริฟน้ำแข็งกันเป็นกระติกๆ กินกัน จนเป็นเรื่องธรรมชาติ ก่อนหน้านี้ไม่รู้ก็เฉยๆ แต่พอตอนนี้ เห็นแล้วกลัวไปเลยครับ บ้านผมตอนนี้ไม่ทานน้ำแข็งกันแล้ว

ข้อสี่ ดื่มน้ำช่วงเวลาไหนกัน ที่บอกให้ดื่มวันละ 8-10 แก้วเนี่ยจะแบ่งกินช่วงไหนระหว่างวันบ้างละ ใครที่ชอบทานข้าวไปจิบน้ำไปประมาณว่ากินข้าวเสร็จหมดน้ำไปสองแก้ว ข้อนี้ผมจัดเป็นหายนะอย่างใหญ่หลวงที่สุดเลยครับ เป็นการกินน้ำที่ผิดที่สุดครับ คนเรามักทำอะไรเพลินเสียจนลืมทานน้ำ พอถึงเวลาว่างซึ่งมักจะเป็นเวลาทานข้าว เขาบอกว่าให้ทานน้ำเยอะก็ทานรวดเดียวไปเลย ผิด ผิด ผิด ผิดแบบไม่น่าให้อภัยเลยครับ เพราะช่วงเวลาที่ทานข้าวนั้น ร่างกายจำเป็นต้องอาศัยน้ำย่อยในการย่อยอาหาร เมื่อคุณกินน้ำเข้าไปเยอะๆแล้ว น้ำย่อยก็จะเจือจาง ก็เข้าสู่ระบบเดียวกับการกินของเย็นคืออาหารไม่ย่อย หมักหมม พิษถูกดูด เข้าเส้นเลือด

เพราะฉะนั้นที่คุณควรทำคือ ตอนเช้าตื่นมาดื่มน้ำก่อนเลยครับ 2-5 แก้ว เพื่อขับพิษออกจากร่างกายทางอุจจาระ ปัสสาวะ ที่ให้ดื่มทันทีเพื่อให้มีระยะเวลาห่างจากอาหารเช้าพอสมควร ก่อนอาหาร 15 นาที ระหว่างทานอาหาร และหลังอาหาร 40 นาที ทานน้ำได้ไม่เกินครึ่งแก้วครับ ในที่นี้หมายรวมถึงซุป น้ำแกง และของเหลวทุกประเภทนะครับ และอย่าดื่มน้ำครั้งละมากๆ ให้จิบครั้งละ 2-3 อึก แต่จิบถี่ๆ หาขวดน้ำแก้วน้ำมาวางไว้ข้างตัว จิบไปทั้งวันครับ ถ้ากินน้ำครั้งละมากๆผลก็คือ ร่างกายยังไม่ทันได้ดูดซึมก็ไหลรวดเดียวปัสสาวะออกไปหมดแล้ว อย่างนี้ดื่มน้ำมากแค่ไหนก็ยังหิวน้ำครับ เหมือนน้ำป่ามาครั้งเดียว ทะลักล้นเขื่อนออกไปหมด แล้วจะเอาอะไรกักเก็บไว้ในเขื่อนละครับ เหมือนทำยาก แต่จริงๆแล้วพอเริ่มทำมันก็ไม่ยากอะไรครับ

ผมแต่ก่อนทานน้ำ 2-3 แก้วพร้อมทานข้าว ด้วยเหตุผลสารพัดที่เข้าใจผิด เช่น ควรกินข้าวพออิ่มและทานน้ำเพื่อให้อิ่มจริง หรือกินล้างปากสักหน่อย (กินกันเป็นแก้วล้างปากเนี่ยนะ) หรือต้องสั่งชอคโกแลตปั่นใส่วิปครีมมากิน กินแล้วหวานมันเย็นอร่อยแต่ส่งผลเสียต่อกระเพาะโดยไม่รู้ตัว เบียร์ก็อีกตัวครับ สังสรรค์กันทีกินเข้าไปสิกี่ขวดว่ากันไป ทุกวันนี้เลิกครับ ได้ข้อดีอีกอย่างคือไม่รู้จะเอาเวลาที่ไหนไปดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะมันควรกินแกล้มอาหาร เลยได้เลิกเหล้า
เลิกเบียร์กันไป

แต่ก่อนหลังทานข้าวเสร็จผมจะเรอตลอด ท้องอืดมาก ก็งง หรือว่าเรากินเยอะไป แต่บางทีกินไม่เยอะก็เรอตลอด เสียบุคลิกมาก พอมารู้ตรงนี้ถึงได้ถึงบางอ้อ กินน้ำเยอะอย่างนี้แล้วอาหารจะย่อยยังไงมันก็เลยเกิดลมเกิดแก๊สซิ พอเปลี่ยนพฤติกรรมการดื่มน้ำใหม่ อาการเหล่านี้ก็ดีขึ้นเรื่อยๆครับ

นอกจากนี้หลังอาหารยังไม่ควรทานผลไม้ล้างปากทันทีอีกด้วยครับ โดยเฉพาะผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็นทั้งหลาย เช่น ส้ม แก้วมังกร สาลี่ แตงโม เป็นต้น มีสองเหตุผลครับ

หนึ่ง เพราะว่าผลไม้จะย่อยเร็วกว่าอาหาร อาหารยังย่อยไม่เสร็จ ผลไม้ก็ค้างเติ่งอยู่ในกระเพาะ ร่างกายก็ดูดซึมสารอาหารจากผลไม้เหล่านี้ไม่ได้ พอไปถึงลำไส้ถึงคิวที่มันจะได้ดูดซึมมันก็เน่าเสียไปหมดแล้วครับ เพราะฉะนั้นถ้าจะทานผลไม้ควรทานก่อนหรือหลังอาหารสัก 1-2 ชม. ขณะท้องว่างเพื่อให้ร่างกายได้ดูดซึมวิตามินสารอาหารและไม่รบกวนระบบการย่อยอาหารด้วย

เหตุผลที่สอง คือ น้ำย่อยในกระเพาะถือว่าเป็นธาตุไฟครับ ถ้าทานผลไม้ฤทธิ์เย็นเข้าไปก็จะส่งผลให้อาหารย่อยไม่ดี
เกิดวงจรอุบาทว์ดังเช่นข้างบนอีกเหมือนกัน


มาถึงข้อสุดท้ายแล้ว เป็นไงบ้างครับ คอตกรับผิดกันเป็นแถวเชียว ยังครับมารับรู้ความผิดของตัวเองกันในข้อนี้ต่อ ทานน้ำอะไรกันครับ บางคนชอบทานน้ำอัดลมมาก ดื่มทุกวัน ไตก็ต้องทำงานกรองน้ำให้สะอาดหนักกว่าเดิม เครื่องกรองน้ำยี่ห้อแอมเวย์สามารถกรองโค้กให้กลายเป็นน้ำเปล่าได้อายุการใช้งานไม่ถึงปีก็ต้องเปลี่ยนหัวกรอง ทว่าเราไม่สามารถเปลี่ยนไตได้ครับ ถ้ายังอยากให้ไตอยู่คู่กับเรานานๆแล้ว คุณคงรู้ว่าต้องทำอย่างไร อีกอย่างน้ำอัดลมเป็นน้ำที่ผ่าน กรรมวิธีทางเคมี ใส่น้ำตาลจำนวนมาก กินเข้าไปมีแต่ผลเสียครับ ยิ่งอัดแก๊สอีก กินเข้าไปท้องก็อืด การย่อยอาหารก็ไม่ดี เสียเงินไปทำร้ายร่างกายตัวเองเปล่าๆ พวกชาพร้อมดื่มบรรจุขวดก็เหมือนกัน ไม่มีอะไรนอกจากน้ำตาลและคาเฟอีนปริมาณมากผสมน้ำนำมาขาย แต่ถ้าเป็นชาจีนร้อนๆชงจากกาก็ควรจะเว้นระยะหลังอาหารสักครึ่ง ชม.ครับ เพราะชามีฤทธิ์เย็น ทำให้อาหารไม่ย่อย รวมทั้งยังส่งผลต่อร่างกายในการดูดซึมธาตุเหล็กและโปรตีนอีกด้วย กาแฟก็ไม่ควรทานอย่างที่เคยพูดไว้ บางคนเถียงข้างๆคูๆ "กาแฟหอมนะหมอ"หอมครับผมไม่เถียง แต่มันไม่ดีครับ เดี๋ยวไอเดียบรรเจิดไม่เป็นหมอแล้ว ผลิตยาดมรสกาแฟดีกว่า ท่าจะรุ่ง

อีกอย่างขอแถมนิดนึง คนไทยชอบกินก๋วยเตี๋ยวเติมเครื่องเยอะๆ อร่อยลิ้นแต่ไตทำงานหนักนะครับ

ครบห้าข้อแล้ว โอย เหนื่อย เอนทรี่นี้ยาวเป็นบ้า แต่ก็จำเป็นต้องเขียน เพื่อประโยชน์สุขของมวลชน555 ว่าไปนั่น ที่เขียนมาให้อ่านนี้เพราะหวังดีจริงๆครับ อยากให้ทุกคนใช้ชีวิตอย่างถูกต้องเพื่อจะได้ห่างจากโรคภัยไข้เจ็บอย่างที่บอกครับ หมอไม่อยากรักษาคนไข้หรอกครับ และหมอที่ดีที่สุดคือตัวคนไข้เอง เพราะพวกผมไม่มีทางอยู่กับคุณได้ตลอด ความสำเร็จไม่ใช่ได้มาเพียงชั่วข้ามคืน แต่ต้องผ่านการฝึกฝนมาอย่างยาวนาน สุขภาพที่ดีไม่ใช่ว่าป่วยแล้วไปหาหมอ ได้ยามาทานแล้วหาย แต่เป็นหน้าที่ของตัวคุณเองที่ต้องดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง ขอให้พวกเราชนะโดยไม่จำเป็นต้องออกกระบวนท่าครับ


ปล. If you trust me ก็นำไปปฏิบัติตามนะครับ อีกอย่างความรู้ควรแบ่งปันครับ คนไม่รู้เรื่องนี้ยังมีอีกมาก

 

* * * * * เป็น forward mail อันนึงที่อิชั้นอ่านแล้วอยากบอกต่อ (หลายๆ อัน เห็นจั่วหัว ก็ไม่อยากอ่าน และไม่อ่านเลย เยอะมากกกก….5555) แต่เหวิดเมวอันนี้เค้าไม่เครดิตชื่อคุณหมอผู้เขียน เหวิดกันไปเรื่อย ถ้าคุณหมอมาอ่านเจอก็ขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้นะคะ… * _/\_ * _/\_ * _/\_ * _/\_ * _/\_ *

ทศพร

Friday, October 02, 2009

Drive-Thru Flu Shots

เมื่อวานนี้ไปฉีด Flu Vaccine (Influenza Immunization) หรือ Seasonal Flu Vaccine จริงๆ ก็ฉีดทุกปีแหละ แต่ไปฉีดตามคลีนิคหรือฟาร์มาซีตลอด ถ้าฉีดตามคลีนิคก็ไม่ต้องทำอะไร เค้าเดินเรื่อง billing & claim กันเอง แต่ถ้าฉีดตามฟาร์มาซี-ต้องเสียตังค์เอง แล้วไปเบิกคืนจากประกันที่หลัง เป็นชาติแหละกว่าจะได้ตังค์คืน บางปีก็ลืมเคลมประกัน ปีนี้เลยจดจ้องข่าว County Public Health's Free Drive Thru Flu Shot Clinic มา 2-3 วีคแล้ว ปีก่อนก็พลาดไปที ปีนี้อิชั้นไม่พลาดแน่ๆ จริงๆ มันเพิ่งมีบริการแบบนี้มาไม่กี่ปีมั๊ง ไม่แน่ใจเพราะของฟรีบางอย่างก็ “แหวะ” มากๆ ถ้าต้องไปแออัดยัดเยียดเบียดเสียดเพื่อแย่งกัน อิชั้นก็จะ ถอยดีกว่า ม่ายอาวววว…ดีกว่า เพราะแถวนี้คนเม๊กซิกันที่เข้าเมืองผิดกฏหมายเยอะมากกกกกก…. เวลามีอะไรฟรีก็เดาได้เลยว่าพวกนี้ต้องโห่มาเป็นร้อยๆ ลูกเต้าสกปรก ขี้มูกยืด อิชั้นก็กลัวบุตรธิดาของอิชั้นจะติดโรคที่เค้าลือกันว่าเกือบสาบสูญไปจากโลกนี้ มันคือ TB - Tuberculosis (tubercle bacillus) วัณโรคนี่น่ากลัวมากเน๊าะ ไอ้พวกนี้แหละที่ bring it back to life 5555 แล้วมีลืออีกว่า… พวกนี้เป็นทีบีกันเยอะ ส่วนไอ้ไข้หวัดหมู H1N1 ก็ต้นตอมาจากเมืองคนยากในเม๊กซิโก แล้วก็ระบาดลุกลามไปทั่วพื้นปฐพี ไอ้พวกนี้ก็เลยเอาเข้ามาเผื่อแผ่ซะด้วย ระบาดเหนือจดใต้แคลิฟอร์เนียหลายสิบเคส ได้ยินมาว่าแถวๆ นี้ก็มีอยู่ 4-5 เคส

การไปรับวัคซีนคราวนี้เป็นการขับรถเข้าไปแบบ Drive Thru บริการมาที่รถเลย ไม่ต้องเปิดประตูออกไปนอกรถ 5555 เปลี่ยนเกียร์ไปที่ P แล้วใส่เบรคมือ เจ้าหน้าที่ก็มายิงให้ที่หน้าต่างเลย ประทับใจมากๆ (แล้วก็มั่นใจได้ว่าพวกที่กล่าวถึงข้างบน…มันไม่มาเกะกะแน่ๆ เพราะส่วนใหญ่ไม่มีรถราใช้กัน 555) เห็นมีคนนึงขี่จักรยานมาเข้าคิวกระดื๊บนี่ด้วย ก็ขี่คร่อมไว้ แล้วเอาเท้ายันพื้นเลื้อยตามเค้าไป โชคดีที่อากาศไม่ร้อน ประมาณ 70°F กำลังสบายเชียว แล้ว breezy หน่อยๆ ด้วย อีตาคนนั้นก็เลยดูสบายๆ ตามอากาศไปด้วย

page-1

พอขับรถเข้าไปในบริเวณที่ให้บริการ รถเยอะเลยว่ะค่ะ ขับเข้าแถวไปเรื่อยๆ เห็นฝั่งตรงข้ามในลานจอดรถเค้ากำลังทิ่ม แทงกัน บางคันก็มีเจ้าหน้าที่รุมทั้ง 4 หน้าต่างเลย เพราะบรรทุกมาเต็มลำ 555 ก็ขับรถกระดื๊บๆ ตามๆ เค้าไป คิดว่าสุดลานจอดรถที่ปลายตาโน่นก็จะได้ขับวนมาเข้าแถว 4 แถวที่เห็น พอกระดื๊บไปจนสุดลานจอดรถ โอ มาย บุ๊ดด้า…. รถอีกเป็นร้อยๆ เห็นอยู่ลิบๆ โน่น เกือบถอดใจ แต่เข้าแถวมาแล้วแตกแถวออกไปไหนไม่ได้ เสียเวลาคืบคลานตั้งนานกว่าจะมาถึงตรงนี้ คุณตำรวจก็โบกๆ ให้ตามตูดเค้าไป ตานี้ก็แตกเป็น 2 แถว คลานตามกันไปช้าๆ รอบ Fairground ลูกชายอิชั้นที่ต้องเอาติดมาด้วยเพราะไม่รู้จะเอามันไปทิ้งไว้ที่ไหน 555 พ่อคุณก็เริ่มหงุดหงิด ไม่ได้เตรียมอะไรให้ลูกไปกินไปเล่นในรถด้วยสิ แล้วไอ้บริการนี่ก็มีแค่แป๊บเดียว 9.30 –11.00 พอลูกเริ่มงี่เง่า อิแม่ก็หงุดหงิด แถมไม่ได้ขับรถค่อยๆ คลานเหมือนตอนอยู่กรุงเทพฯ มานานมากแล้ว เหยียบเบรค เลียเบรค ชักเมื่อยวุ๊ย จะหันไปเอนเทอร์เทนลูกก็ลำบาก เดี๋ยวจะไปทิ่มดากอีแคดิแล๊คข้างหน้าเข้า ก็เลยชวนลูกคุย ดูรถราทั้งหลาย ชี้โบ๊ชี้เช๊กันไปเรื่อย เมื่อยขนาดดดดด……. สรุปว่าไปขับรถเหยียบเบรคอยู่นั่น 1 ชั่วโมงเป๊ะๆ เลย

page-2

ในที่สุดก็วนมาจนถึงตรงที่เค้าให้แยกเป็น 4 แถว ก็คลานตามๆ เค้าต่อไป แต่เริ่มมีเจ้าหน้าที่และ volunteers มาทักทาย แจกเอกสารสารพัดที่ละใบ 2 ใบ ป้าคนถัดไปมานับว่ามีกี่คนที่ต้องฉีด (หมายถึงฉีดตรงนี้ได้ ถ้าอายุต่ำกว่า 12 และเกิน 65 ต้องไปพบแพทย์และฉีดตามคลีนิค ไอ้ตี้ก็รอดตัวไป แต่ต้องพาลูกไปฉีดแหละ) คนต่อมาก็ให้กรอกชื่อ เซ็นชื่อ คนต่อไปเอากล่องรับบริจาคขอรับบริจาค ก็เลยหยอดไป 5 เหรียญ ไปฉีดตามคลีนิคก็หลายตังค์อยู่ 3-40 เหมือนกัน (มีอยู่ปีนึงไปลองของใหม่ เป็นวัคซีนแบบพ่นจมูก nasal-spray flu vaccine กัน 3 คน ตอนนั้นไอ้ตี้ยังไม่มาจุติ 555 นั่นฟาดเข้าไปคนละ 79 เหรียญเชียว แถมอิแม่มันลืมเคลมประกัน อิพ่อมันก็ลืมถาม ใบเสร็จเหน็บตรงโน้น ยัดตรงนี้ เนิ่นนานเข้าก็ลืม หาไม่เจอ ปีนั้นก็เข้าเนื้อไป) พอถึงปราการด่านสุดท้าย เจ้าหน้าที่มาแบบพร้อม มือนึงถือเข็ม อีกมือนึงถึงแผ่น L-ก-ฮ (Alcohol Swab) หน้าตาไม่เป็นมิตรเท่าไหร่ บอกให้เอาแขนห้อยลงข้างตัวแล้วรีแล๊กซ์ แล้วเธอก็เช็ดปุ๊บ ทิ่มปั๊บ จบ เสร็จ ขับรถวนออกมาแบบงงๆ เสร็จแระ 555 (ลืมถ่ายรูปซะนี่ เพราะตั้งแต่ถึงตอนเริ่มมีคนมาแจกเอกสารต่างๆ มากันแบบไม่ทิ้งช่วงให้หายใจเลยแหละ บูมๆๆ Done! Bye Bye! อดถ่ายรูปมาอวดเลย)

แล้วต้นพฤศจิกายนจะมีวัคซีน H1N1 มาให้บริการแบบนี้อีก ดูข่าวเมื่อคืน แคลิฟฯ เพิ่งได้มาแค่ 1.5 ล้าน shots ก็ต้องแจกจ่ายไปตามเคาน์ตี้ต่างๆ ให้ทั่วถึง แล้วทุ่งกุลาที่อิชั้นอยู่จะได้แบ่งมาเท่าไหร่วะเนี่ย เอาวะ จะจดจ้องติดตามข่าว เค้ามีให้ฉีดเมื่อไหร่ อิชั้นก็จะไปในทันใดเลยเชียว คงต้องพาลูกๆ ฉีดที่คลีนิค ส่วนอีซะมีไม่ต้องห่วง เพราะมีบริการฟรีไป “เสย” ที่ทำงานเลย 5555

ถือว่าเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ในชีวิต อะไรที่ไม่เคย ก็ไปลองซะจะได้เคย 5555 เลยเอามาเล่าสู่กันฟัง

Friday, September 25, 2009

Crocs Attack !! ถูกรองร้องเท้าไอ้เข้บุก 555

จากโปรโมชั่นนี้ค่ะ

Crocs_Promotion

สั่งไปเมื่อวันอาทิตย์ ได้รับของวันนี้ (ศุกร์) ค่าส่งฟรี มาเปิดกล่องกันเลยค่ะ

ShoesPage-17

ไอ้ 4 คู่เหมือนนั่น คือ หนาวนี้เราจะเดินเป็นแฝดกันทั้งบ้าน พ่อ แม่ ลูกสาว ลูกชาย 5555 รองเท้าไอ้เข้รุ่นนี้ ใส่สบาย อุ่นเท้า (ตอนอากาศหนาว) มีใส่อยู่คนเดียวมาหลายปีแล้วค่ะ ใส่ไปร่อนซื้อข้าวของได้สบาย ถ้าไปขึ้นเขาลงห้วยล่ะก้อ ไม่ไหวแน่ๆ แต่พวกเราเน้นเอาไว้ใส่เดินเพ่นพ่านในบ้านเท่านั้นค่ะ สวมใส่-สลัดเตะออกจากเท้าได้ฉับๆ ไอ้มิกกี้สีแดงนั่นเป็นของลูกๆ ค่ะ จริงๆ อิแม่ก็อยากได้แหละ เอาไว้ใส่เหมือนลูกๆ แต่ไม่เอาดีกว่า มันไม่รับหน้าจริงๆ ค่ะ 5555 แล้วลูกสาวเดี๋ยวนี้ก็ใส่รองเท้าใหญ่กว่าแม่ไป 1 ไซ้ส์แล้ว ถ้าหากมันไม่ใส่ แม่ก็คงพอใส่ถูๆ ไถๆ ลากไปลากมาแถวๆ นี้ได้ (มั๊ง)

ShoesPage-18

ดูจากออเด้อข้างล่าง ก็ไม่ได้ถูกอะไรมากมาย เพราะรองเท้าจากสปริงซีซั่นก็ได้ลดราคาลงไปแล้ว ไอ้ 4 คู่เหมือนก็ซื้อมาราคาเต็มๆ เลย ทีแรกจะไม่ซื้อให้นังซะมี เพราะคิดว่าคงไม่ใส่แน่นอน ลองแย๊บถามดู ข้าจะซื้อแบบนี้ใส่กัน เอ็งจะเอาด้วยหรือป่าว พี่แกก็เอ็ดตะโรมาเชียว “อะไรๆ ก็ให้กรู left-out อยู่คนเดียว ….เอาด้วยคู่นึง” พ่อจะเอา…แม่ก็จาดห้ายยยย…. แม่จะได้เลือกรองเท้าให้ตัวเองอีกคู่นึง 555 แต่รองเท้าจากสปริงซีซั่นที่ให้เลือกฟรี ก็ไม่ได้มีให้เลือกมากรุ่นหลายแบบหรอกนะคะ รุ่นที่เราชอบ ก็ไม่มีสี หรือ ไซ้ส์ที่เราต้องการ เลยได้มาอย่างที่เห็น กลายเป็น ธีม “แดง-ดำ” ไปโดยไม่ได้ตั้งใจ

Crocs_Promotion-01

Monday, September 21, 2009

หายไปนานเลย กลับมาอั๊พซะหน่อย

จริงๆ มีเรื่องต้องมาเล่าสู่กันฟังเยอะแยะ แต่… แหม…. มันนานแล้ว หลายๆ เรื่อง แก่แล้วชักเลอะเลือน แถมไม่ได้เอามาเล่าสดๆ ฉับๆ มันไม่มันส์นิ เป็นว่า…เอาของที่ซื้อไว้มาแปะให้ดูดีกว่า จริงๆ ซื้อเยอะแยะ เละเทะ จับฉ่าย มีทั้งที่ กิน ใช้ หมดไป เยอะเชียวค่ะ เอาแต่ที่ถ่ายรูปเก็บไว้มาดูกันดีกว่านะคะ

อันนี้เป็นกระเป๋าของอิชั้นเอง ไม่มีกะตังค์ซื้อไฮเอนด์แพงๆ กะใครเค้า แถมโอกาสจะใช้กระเป๋าเริ่ดๆ ดีๆ ก็มีน้อย จะแบกจะถือไปอวด โลโซ โค กระบือ แถวๆ นี้ก็ไม่เกิด “คุณ” หรือ ทำให้อิชั้นสุขสำราญใจแต่อย่างใด 55555 กระเป๋าที่เลือกใช้ (เลือกซื้อ) ส่วนมากคำนึงถึงความ versatile เป็นหลัก มันต้องเอนกอนันต์คุณประสงค์มากๆ ลากไป ฟาดมา ยัดเข้าไป เทออกมา ได้อย่างทนทาน และ “ความจุ” นี่ก็สำคัญยิ่งยวดจริงๆ เพราะยังต้องพกพาสารพัดสิ่ง เหน็บไดเป้อร์กับเบบี้ไว้พ์ของลูก บางทีล้วงไปมาเวลาจะจ่ายตังค์ซื้อของมีให้หน้าแตกแหกหลุดเป็นชิ้นๆ สิ่งที่ไม่น่าจะพบในกระเป๋าของบุคคลทั่วๆ ไปแต่สามารถพบเห็นได้ในกระเป๋ายอดคุณแม่อย่างดิฉัน เช่น รถ-เครื่องบิน-ของเล่นของลูก ผ้าขี้ริ้วเปียกๆ (ผ้าเช็ดจาน-เช็ดโต๊ะ) รีโหมตโทรทัศน์ รองเท้าของลูก (เพียง 1 ข้าง) แอ๊ปเปิ้ลที่ถูกกัดแหว่งๆ เหี่ยวๆ สีน้ำตาลเน่าๆ สารพัดกระดาษห่อขนมของคบเคี้ยว ฯลฯ คิดกันเอาเองเถอะค่ะ อุบาทว์จริงๆ วกกลับเข้ามากระเป๋า 2 ใบล่าสุด

ใบแรก เป็น PUMA (PUMA Campus Handbag สี Fiesta Red/Deep Wisteria) ชอบกระเป๋าพูม่า เพราะราคาไม่แพง ใช้ได้เรื่อยๆ ในวันสบายๆ คุณภาพก็เหมือนกระเป๋ากีฬาทั่วๆ ไป ไม่ได้แข็งแรงเลิศเลอเป็นพิเศษอะไร แต่มีแบบและขนาดให้เลือกมากดีค่ะ มีอยู่แล้ว 4 ใบ ต่างขนาด ต่างสี และต่างวัสดุ ใช้แล้วก็ติดใจ ใบนี้ใหญ่ Dimensions กำลังดีเลย 15" wide x 8" high x 5" deep แล้วหูก็สะพายใส่ไหล่อ้วนๆ ได้สบายๆ วันแรกที่ใช้ก็เกิดมีขำ ไปรับลูก เจอรถบรรทุกของ FedEx จอดอยู่ข้างๆ โห…. สีเดียวกับโลโก้เค้าเลย 555 แม่ง-สวด….ม่วง-แสด เหมือนกันเปี๊ยบเลยจ้า ลูกขำใหญ่ มีอีกวันต้องไปทานเลี้ยงกับนังซะมี ก็ขี้เกียจเปลี่ยนกระเป๋า เดินขึ้นรถโดนอีปั๋วแว๊ด…. ไปเปลี่ยนกระเป๋าเลยอีอ้วน อายเค้ามั่ง แก่แล้วนะ เดี๋ยวเค้านึกว่าถือกระเป๋าลูก ก็เลยไปจกๆ โยนๆ ของที่จำเป็นใส่ “ลุ๋ยตุ๋ย” ซะให้มันเสร็จๆ จบไป พอกลับถึงบ้านก็จับลุ๋ยตุ๋ยเทของกลับใส่พูม่าใบนี้เหมือนเดิม

Purse_Page-08

กระเป๋าใบต่อมาเป็น Marc by Marc Jacobs Standard Supply Utility Tote (สี Dirty Martini) แค่กระเป๋าเฉยๆ ก็หนักเอาการ ใช้อยู่ 2 วีคก็ต้องเปลี่ยน แต่จุได้ใจ พอมันยิ่งจุ ก็ยิ่งขนสมบัติขยะใส่เข้าไป ก็ยิ่งหนัก พอจะหาอะไรก็แทบเอาหัวเข้าไปงมหา สรุปก็ชอบนะ ดูแข็งแรงดี ราคาไม่แพง ถึงจะเป็นไลน์หนึ่งของน้อง “ยาขอบ” เค้า (เรียก ยาขอบ เหมือนชื่อเบอม่า ชะ ชะ ช่า เลยเน๊าะ 5555)  ขนาด ก้นกระเป๋า 14" xปากกระเป๋า 20" x สูง 11"  พอๆ ก็บ ลุ๋ยตุ๊ย-เนฟเว่อฟูลแหละ แต่หนักกว่าเยอะ โปรดสังเกดไอ้ตรงที่ต่อตัวหูกระเป๋ากับตัวกระเป๋าน่ะ ไม่ค่อยถูกใจเจ้เลย มันเหมือนจะไม่ทน แต่ลองกระชากๆ ดู ก็โอเคแหละ ไม่ขาดคามือ 5555 ซิปที่ปิดกระเป๋าก็ดูแข็งแรงดี มีช่องใส่ของเล็กน้อยและช่องซิปอยู่ด้านใน ถ่ายรูปกระเป๋าทั้ง 2 ใบ ได้ห่วยดี ดูยู่ยี่ยับเยินมากๆ เดี๋ยวงี่เง่าซื้อกล้องใหม่ดีกว่า เพิ่งซื้อกล้อง Canon SD780is ให้เบิ๊ดเดคุณพี่หญิงใหญ่สีแดงแปร๊ดดดดดดด…ให้เค้าแล้วเกิดลมริษยา อยากได้เอง 55555 แต่เล็งๆ G10 อยู่ สองจิตสองใจ วุ๊ย สึแดงมันแดงสะใจจริงๆ มันแดงงงง……หลอนมากค่ะ แล้วจะทำไงดีกับไอ้ 3 ตัวที่มีอยู่ ฮึ่ม

Purse_Page-09

ตานี้ก็มาถึงซื้อรองเท้าให้ลูกสาว เด็กอะไรไม่รู้ teen โตมากมาย ใส่รองเท้าเบอร์ 8.5 แล้วค่า ใหญ่กว่าแม่มันซะอีก คู่แรกก็ Ed Hardy ผีทะเลนั่น งอแงงี่เง่าอยากได้อยู่นานแล้วก็เลย คุณแม่จัดห้ายยย…ค่า พอนังหนูไปเห็น Coach หุ้มข้อเข้า-เธอลังเล อิแม่มันก็บอกนี่แกชั้นพิมพ์แบ๊งค์ไม่ได้นะยะ ทีละคู่ย่ะ เธอก็หน้าหงิกงงสับสนในชีวิตคิดไม่ตก….ไม่รู้จะเอาคู่ไหนดี อิแม่มันเลยใจอ่อน เอาวะ 2 ก็ 2 ไปจ่ายตังค์ แล้วก็บอกย้ำลูกใส่ให้มันคุ้มเงินนะเฟ้ย ข้าวของซื้อมาแพงๆ ต้องรักษา ส่วน teen น่ะ ชะลอการโตไว้บ้างก็ดี เฮ้อ เจือก teen ใหญ่กว่าแม่ แม่ใส่ด้วยก็ไม่ได้ แถมสไตล์ของแม่คุณ อิแม่จะขอประสมทั่วใส่ด้วย คงจะไม่น่าดู 5555 Emo Mommy 55555

ShoesPage-16

ตานี้ก็มาถึง Mario Badescu ที่ขอตัวอย่างไปโกฏปีจนลืม อยู่ๆ ก็เจอห่อในตู้จดหมาย ส่งมาในวันร้อนจี๋ด้วย เลยเยิ้มซะหน่อยนึง ยังไม่ได้ลองเลย ตอนนี้ก็ละเลงพรหล้าไปจนเคยชินแล้ว คล่องไม้คล่องมือ synchronized ได้ดีแล้ว ไม่อยากไปสลับสับเปลี่ยนอะไรตอนนี้ เลยเก็บไปก่อน เดี๋ยวจะเอามาลอง เมื่อชาติต้องการนะคะ

ส่วนเครื่องสำอางราคาเยา NYX ที่เลื่องลือว่าดีเกินราคา ไม่เคยคิดอยากจะซื้อมาใช้ เคยมีดินสอเขียนขอบปากอยู่ 1 แท่ง ก็ชอบแหละ เม็ดสีรุนแรงเข้มข้นชัดเจนดี พออ่านที่เค้ารีวิวกันท่วมท้น ว่า ดี ด๊ ดี ราคา ถู้กกกก ถูก ก็เลยแจ้นไปหามาใช้บ้างคงจะดี อ้าว เฮ้ย หายไปไหนฟะ ทั้งเช้ลฟ์เลย เดินวนหา จนพนักงานเค้ามาถาม หาไรเหรอป้า ก็บอกหา “นิ๊กซ์” อยู่น่ะแก ชั้นหาไม่เจอ พวกแกย้ายมันไปไหน นังพนักงานบอก อ๋อเค้าเลิกขายแล้วป้า เค้าเอาไปเทรวมใส่ตะกร้าตรงโน้นนนนนน ทำปากจู๋ปากยื่นปากยาวชี้ทิศทางได้ชัดเจน  อิชั้นก็รีบโกยไปดู โห…น่าเกลี่ยดมาก เละเทะ จับไม่ลง คนแย่ๆ ที่มันมารื้อไปก่อนทำไว้ซะเละเทะไม่น่าจับต้อง ก็เลยได้มาเท่าที่เห็นในรูป พอมาเช็ดขัดสีฉวีวรรณแล้วจับถ่ายรูป-ก็ยังดูสะอาดน่าใช้ดีอยู่นิ ราคาชิ้นละ 1 เหรียญ ไอ้แป้งโมเสคไฮไล้ท์นั่น เริ่ดมากๆ แต่ถ้าใช้แทนแป้งเลยจะวาวไปนิด ส่วนบลัช 3 สีนั่นก็เม็ดสีเด็ดขาดดี very pigmented มากๆ ขอบอก ไม่เคยมีบลัช NARS อันโด่งดัง แต่เค้ารีวิวกันว่าสู้น้องนางบ้าน “นาส์” ได้สบายๆ ที่ทาตา 4 สี นั่นก็ดีสีเข้มเหมือนเห็นในตลับ ทาเฉยๆ ก็งั้นๆ ทาทับ primer โอ มาย บุ๊ดด้า เลยค่ะ เนียน ติดแน่น สีชัด ตลอดวัน ลิพกลอส จริงๆ ไม่กล้าซื้อเพราะ มันเยิ้มแหวะๆ ก็เปิดดูว่าปลายพู่กันขนยังขาวสะอาดไม่มีใครบีบลองใช้ เป็นพู่กันด้วยเลยอยากลอง ลิพกลอสก็คือลิพกลอส ทาแล้วก็มันเยิ้มสวยดี สีชัดเช่นกัน เหมือนเพิ่งกินตูดไก่ตอนมาหมาดๆ ทาเดี่ยวๆ กินๆ พูดๆ ไม่นานก็หายไป ทาทับลิพสีก็ทำให้สดใสแวววาวงามแงะขึ้นเยอะเลยค่ะ สรุป ถูกใจค่ะ แถมราคาที่ได้มาก็สะใจด้วยค่ะ คุณลูกสาวอยากทาเล่น เอาเลยลูก แม่ไม่หวงเลยค่ะล๊อตนี้ เดี๋ยววันไหนว่างๆ จะไปลองขุดคุ้ยมาเพิ่มอีกซักหน่อย 55555

ThingPage-10

อันนี้เป็นกระเป๋าใส่แปรงแต่งหน้า ของ The Boby Shop ที่น้องกุ้ง (pongampy) ส่งมาให้ค่ะ มิตรภาพดีๆ บนเน็ทมีจริงๆ นะคะ ยังไงก็ขอบคุณน้องกุ้งคนงามน้ำใจงามมากๆ นะคะ คงกำลังเที่ยวเมืองไทยสนุกยกใหญ่ กลับมาแล้วอย่าลืมส่งข่าวนะคะ จบแค่นี้ก่อน แล้วเดี๋ยวนึกอะไรออกจะมาเล่าให้ฟังค่ะ

BrushesPage-11

Have A Nice Day Everyone.!.!.

EcoEgoMama-01

Saturday, September 05, 2009

วิธีการถ่ายรูปแอ๊บแบ๊วแบบมืออาชีพ

 

แควนๆ ที่คิดถึงโปรดแซบ อิชั้นห่างหายไปจากบล็อกเสียนาน ยังไม่ตายนะคะ ยังดีอยู่ วุ่นวายไม่มากมายแต่มันร่ำไรเป็นปกติ เดี๋ยวจะมาบอกเล่าว่าทำไรบ้างถึงหายหัวไปเสียนาน วันนี้มาขอมักง่ายอีกที ทำงานที่ถนัด “ก๊อป+แปะ” อย่างชำนาญชาญเชี่ยวและหน้าไม่อายเช่นเคย อ่านแล้วขำๆ เลยต้องเอามาแบ่งกัน จริงๆ ขัดข้องใจมานานแล้ว กับรูปสาวน้อยสาวใหญ่สมัยนี้ที่ถ่ายรูปแล้วต้องทำปากจู๋ 5555  เอ้าขอบคุณต้นทางซะหน่อย …..

Thanks > >  http://atcloud.com/stories/48796

 

วิธีการถ่ายรูปแอ๊บแบ๊วแบบมืออาชีพ

ที่มาของการถ่ายรูปแอ๊บแบ๊ว...
การ ถ่ายรูปแอ๊บแบ๊วเป็นส่วนผสมของการถ่ายรูปบุคคล (หรือ Portrait) กับภาพ Close-up โดยไม่ทราบที่มาแน่ชัด แต่หลักการของการถ่ายรูป แอ๊บแบ๊วนั้น จัดได้ว่าถ่ายง่ายมาก แต่บางทีก็ติดที่ข้อจำกัดของตัวแบบเอง หรือขีดความสามารถทางด้านการสร้างสรรค์มุมกล้อง และมันสมองคนถ่าย

ซึ่งก็มีทฤษฎี หนึ่งที่เชื่อกันว่า ท่าทางแอ๊บแบ๊วนั้นมาจากพฤติกรรมของสัตว์โดยเฉพาะสัตว์น้ำครับ ซึ่งผมจะอธิบายไว้ในช่วงถัดไปว่ามันมีที่มายังไงอีกทีแล้วผลก็คือเมื่อนำมา รวม ๆ กันแล้วก็จะได้ท่าที่เรียกได้ว่า "แอ๊บแบ๊ว" ออกมากลายเป็นมุมกล้องที่ดูน่ารัก น่าหยิกที่สุด เท่าที่สมองมนุษยชาติ(บางคน)จะคิดได้
อุปกรณ์ก่อนแอ๊บแบ๊ว


กล้อง ถ่ายภาพ ซึ่งก็ควรจะเป็นกล้องโทรศัพท์มือถือ หรือกล้อง Compact เท่านั้นเพราะการใช้กล้องระดับ Digital SLR นั้น มีแต่จะก่อให้เกิดอุปสรรคในการถ่ายรูปถ้ากล้องไม่ตกใส่กบาลจนหัวแตกเลือดซิบ แขนที่ถือกล้องอยู่ก็อาจมีกล้ามขึ้นได้ที่สำคัญไม่ได้ไปถ่ายภาพสารคดีหมี ควาย ไม่ต้องไปใช้กล้องเทพระดับพระเจ้าก็ได้

หมายเหตุ : กล้องเว็บแคมก็ได้น่อ

หลักการแห่งการถ่ายรูปแอ๊บแบ๊ว

การถ่ายภาพแอ๊บแบ๊วนั้นไม่ยาก แต่ถ่ายอย่างไรให้ดูน่าหยิกอันนี้สิที่ยากยิ่งกว่าเนื่องจากบางคนหน้าตาชวน ให้แสดงออกพฤติกรรมที่รุนแรงยิ่งกว่าหยิกหรือจับหลักการดังกล่าวจะช่วยให้ ท่านแอ๊บแบ๊วได้ง่ายดายแม้หน้าตาท่านจะ Abnormal โดยรูปแบบการถ่ายภาพแอ๊บแบ๊วนั้นมีหลักการง่าย ๆ (แต่สำคัญ)ในการถ่ายดังนี้

1.) มุมแอ๊บแบ๊ว
ซึ่งมุมกล้องแบบนี้เราเรียกว่าอีกอย่างว่ามุมกล้องแอ๊บแบ๊ว หรือ Abbeaw Shotคือ คนจะแอ๊บแบ๊วได้ต้องใช้มุมกล้องในพิกัดนี้เท่านั้น เนื่องจากผมยังไม่เคยเห็นคน แอ๊บแบ๊วคนไหนจะถ่ายแบบสะพานโค้ง หรือแบบลอดขาถ่าย เราจึงกะระยะได้เท่านี้ ที่สำคัญมุมกล้องนี้ถ่ายเองได้ เพราะสามารถใช้มือเดียวในการกดชัตเตอร์ได้สบาย ๆ โดยมุมที่นิยมมากที่สุดคือมุมสูง (ประมาณ 30o-50o) เพราะจะทำให้หน้าตาดูแบ๊วได้ใจ ที่มุมกล้องในระดับนี้ได้รับความนิยม คาดว่าน่าจะมาจากปัจจัยที่ทำให้ใบหน้าโดดเด่นได้รูปเป็นที่สุด

มุมกล้องที่ถูกหลักมาตรฐานแอ๊บแบ๊วสากล

 

2.) การแต่งหน้าแอ๊บแบ๊ว
ถ้า ท่านรู้ตัวว่าหน้าตาท่านไม่ดี เหมือนผีตายทั้งกลมชุบแป้งทอด ก็ขอให้ท่านแต่งหน้าด้วยการแต่งหน้าแบบแอ๊บแบ๊วจะไม่ยากมาก ก็คือแต่งหน้าธรรมดา ๆ ไม่ต้องถึงขั้นลิเกนั่นแหละคือไม่ต้องรองพื้นมากเหมือนโรยปูนขาวในงานกีฬาสี เอาบาง ๆ ก็พอ ถ้าพ่อไม่ได้ทำแป้งขาย ที่ต้องขับเน้นก็คือรอบดวงตา เพราะจะต้องทำตาโต เหมือนกับที่บ้านถูกหวยแจ๊กพ็อต 38 ล้าน แก้ม...อันนี้สำคัญ ทางที่ดีแก้มควรจะมีสีแดงระเรื่อ เป็นแก้มก้นโดนเตะด้วยรองเท้า Combat ริมฝีปาก อันนี้ก็ใช่ ให้ทาลิปมันไว้ด้วย อย่าให้คล้ำซีด ถ้าไม่มีลิปให้ต่อยปากเอาู รับรองแดงได้ใจ

3.) การทำหน้าแอ๊บแบ๊ว
สำหรับการทำหน้าให้ถูกสนธิสัญญาแอ๊บแบ๊วสากลนั้น หลักใหญ่ใจความไม่ยากมากนักหรอก
คือการทำหน้ามันไม่ยากนะครับ มันก็จะประมาณเอาสัตว์น้ำหลาย ๆ ชนิดมาผสมข้ามพันธุ์กันดังนี้

  • ดวงตา : จะคล้าย ๆ ปลาตีน ใครเคยเห็นปลาตีนคงรู้ดี เพราะตามันโตใสแบ๊วมาแต่ไกลเลย
  • แก้ม : เหมือนปลาทอง แต่เป็นปลาทองตะกระที่อมซากุระไว้ในกระพุ้งแก้มแบบเต็มความจุนะ
  • ปาก : ปลาซัคเกอร์ (ปลาเทศบาล) คือทำปากให้ประมาณว่าจะเล็มตะไคร่ที่หน้าดินใต้น้ำได้สบาย ๆ
  • รวม ๆ แล้ว = จาจาบิงส์ จาก Star Wars: Episode I - The Phantom Menace...

4.) การจัดท่าทาง
บาง คนการแสดงออกทางสีหน้ายังไม่แบ๊วพอ จึงต้องใช้ท่าทางเข้าช่วยเพื่อเสริมพลังแอ๊บแบ๊วโดยการออกไม้ออกมือจะช่วย ท่านได้ การเอานิ้วจิ้มแก้ม หรือทำตัววี (Victory) เป็นท่าสิ้นคิด ส่วนใหญ่แล้วก็ไม่หนีกันไปไหน ท่าก็จะสิ้นคิดคล้าย ๆ กัน บ่งบอกถึงระดับสติปัญญาคนทำท่าว่าลอก ๆ ตามกันมา จนกลายเป็นรูปแบบพื้นฐาน ใครคิดท่าอื่นจะผิดผี หาใช่วิถีแห่งแอ๊บแบ๊วไม่

5.) การตกแต่งภาพ
จาก ผลสำรวจบอกว่าร้อยละ 35% ขึ้นไปของผู้แอ๊บแบ๊ว จะต้องเอาภาพผ่านโปรแกรมตัดต่อรูปเนื่องจากการถ่ายภาพแอ๊บแบ๊วส่วนใหญ่นั้น จะเป็นการถ่ายแบบ Close Up คือถ่ายระยะประชิดดังนั้นสิวเสิว ตีนกงตีนกา ขอบตาคล้ำมันจะออกมาหมด แถมบางทีจะชัดยิ่งขึ้นด้วยแสง Flash จึงต้องนำเข้าสู่ Photoshop ในกระบวนการที่เรียกว่าลวงโลก...เอ้ย...การปรับลดจุดบกพร่อง...

 


คนที่ตัดต่อแต่งเติมได้ขนาดนี้ ไปเปิดคอร์สสอน Photoshop หาตังค์เลยดีกว่า...

ข้อเสียคือ...ใครเข้าสู่วิธีการนี้แล้ว "มักหยุดไม่ได้" เพราะ มันส์มือมาก แต่งภาพกันสนุกสนานมีสิวลบสิว มีตีนกาก็ทำหน้าเด้ง อ้วนไปก็บีบภาพซะ หน้าดำไปก็ทำให้สว่าง ซึ่งพอทำไปทำมาแล้ว บางทีออกมาแล้วไม่ใช่คนเดิม หรืออาจถึงขั้น "ไม่ใช่คน" คือใสมาก เหมือนตุ๊กตา ใสจนควายดูก็รู้ว่าแต่งภาพ

ดังนั้นเมื่อท่านเข้าสู่กระบวนการนี้แล้ว จึงควรกระทำอย่างมีจรรยาบรรณ พอเพียง และจิตสำนึกที่ดีต่อสังคมด้วยครับ

ติดตามเพิ่มเติมที่เว็บเจ้าของข้อมูล โปรดคลิ๊ก  http://phuphu.exteen.com/20080331/entry