Friday, November 13, 2009

Where the Wild Things Are

 

wtwa

ช่วงที่รอมมี่ไปแค้มป์ สามีอิชั้นต้องไปหาหมอเพราะเจ็บป่วยนิดหน่อย เลยลาป่วยซะ 1 วัน อิตาคนนี้ไม่เคยไปทำงานสาย ไม่ค่อยลาป่วย นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี เพราะไม่ได้เจ็บป่วยหนักหนาอะไร หลังจากพบแพทย์ก็เลยแวะไปช๊อปปิ้งกันนิดหน่อย กินอะไรอร่อยๆ กัน พอจะขับรถกลับบ้านเลยชวนกันไปดูหนังเด็ก (เล็ก) จริงๆ แล้วอิพ่อมันอยากดูเรื่อง Astro Boy ส่วนอิแม่มันอยากให้ไอ้ตี้ดูหนังที่เค้าสร้างจากหนังสือเยาวชนคลาสสิค อิแม่ชนะอยู่แล้ว 5555แถมเป็น Big Fan ของพี่ James Gandolfini (Tony Soprano) ซึ่งเป็นผู้ให้เสียงไอ้สัตว์ประหลาดที่มีบทนำ ชื่อ Carol ในเรื่องนี้ด้วย (ไอ้เอสโตรบอยเนี่ย ใช่ที่เป็นหนังการ์ตูนทีวีที่ดูกันตอนเด็กๆ เรื่องเจ้าหนูปรมาณู ที่มีสิงโตผู้ช่วยชื่อลีโอ ใช่หรือปล่าวพี่อ้วน…. ช่วยตอบที)

where-the-wild-things-are

Where the Wild Things Are เป็นหนังสือที่เด็กๆ ทั่วโลกได้อ่าน ไม่ว่าจะอ่านที่บ้านหรือที่โรงเรียน หลายๆ แม่ดิ้นรนซื้อหามาให้ลูกได้อ่าน ได้มีในครอบครอง กลัวลูกจะตกเทรนด์ กลัวว่าตัวเองจะเป็นแม่ไม่มีรสนิยมวิไล กลัวว่าจะเป็นแม่ประเภท uneducated 5555 เลยต้องพากันซื้อหน้งสือ classic & well-known children books อย่างพวกหนังสือของ Dr. Seuss ที่เป็น Bestselling of all time 555 เช่น Green Eggs and Ham, The Cat in the Hat, and One Fish Two Fish Red Fish Blue Fish เป็นต้น หลายๆ แม่ value การอ่าน หลายๆ แม่ซื้อมาไว้ประดับบ้านและตู้หนังสือเพื่อเสริมบารมี อิชั้นเป็นแม่ที่ส่งเสริมการอ่าน แต่ทุนทรัพย์มีน้อย อันไหนพอซื้อได้ก็จะซื้อ ถ้าแพง…ก็ฝัลลลล์…ไปเถอะลูก หนังสือที่จะซื้อให้ลูก อิชั้นต้องสกรีนก่อน หนึ่งปัจจัยในหลายๆ ปัจจัยที่อิชั้นนำมาร่วมตัดสินเวลาซื้อหนังสือให้ลูกคือ รูปภาพสวย เจริญหูเจริญตา นอกเหนือไปจาก เนื้อหา แง่คิด คุณภาพ และราคาเป็นลำดับต้นๆ เพราะฉะนั้นบ้านเราไม่มีหนังสือ Where the Wild Things Are และ Dr. Seuss’s Bestselling books แน่นอน รูปภาพและคุณภาพมันไม่สวยงามเอาเลยเชียว แต่ไม่ต้องกลัวว่าลูกสุดที่รักของอิชั้นจะพลาดหนังสือพวกนี้ เพราะมีให้เห็น ให้อ่าน ได้ทุกโรงเรียน ทุกห้องสมุด หรือบางทีพบได้ตามคลีนิคต่างๆ ด้วย โชคดีที่ลูกชอบอ่านหนังสือ ทริปช้อปปิ้งที่ลูกชอบและใช้เวลาอยู่ได้นานๆ คือ ร้านหนังสือ Borders รองลงมาคือ Barnes & Noble และอนุญาตให้ซื้อหนังสือได้ 1-2 เล่มเท่านั้น เพราะแม่…บ่อจี๊ 5555

where-the-wild-things-are-poster-1

ด้วยสติปัญญาที่อิชั้นมีอยู่บ้าง….เท่าที่มีนั่นแหละ 555 กับไอ้หนังสือที่กล่าวข้างต้น (โดยเฉพาะของด๊อกเต้อร์ซู้สส์) ดิฉันได้อ่าน แล้ววิเคระห์ตามอำเภอใจและอิงหลักวิชาการ (Analytical Reading ที่เล่าเรียนมา 555) หรือในแง่จิตวิเคราะห์ เนื้อหา คุณประโยชน์ psychology หรือ symbolism พออ่านแต่ละเล่มจบแล้ว มันไม่ให้แง่คิดดีๆ สร้างสรรค์ หรือ ให้แง่คิด แบบ… นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า 555 ที่เด็กๆ จะได้บ้างก็คือคำคล้องจองรูปและเสียง rhymes แต่ความคิดและมุมมองของคนเราต่างกัน ไทย จีน แขก ฝรั่งก็คิดต่างกัน อิชั้นคิดว่าฝรั่งให้ความสำคัญถึงเรื่องจินตนาการ เพ้อฝันมากกว่าคนไทย ที่เน้น เหตุและผล คุณและโทษ มากกว่า อิชั้นอ่านไอ้หนังสือ Where the Wild Things Are แล้วก็ได้แค่ There’s nothing really, Max, he’s just a problem child..!! Please don’t take it personal…it’s just my opinion. นะคะ

wildthings

จากหนังสือ รูปและเรื่อง ไม่น่าสนใจเลยสำหรับอิชั้น แต่สำหรับเด็กๆ อิชั้นไม่ทราบ นอกจากเด็กโตที่บ้าน ซึ่งได้อ่านนิทานเล่มนี้หลายรอบ คำตอบที่ได้ก็คือ “ไม่เห็นสนุกเลย” 5555 พอถามว่าอยากดูที่เค้าทำเป็นหนังมั๊ย แม่จะพาไปดู คำตอบที่ได้คือ “Nah ah” ที่อิชั้นพาไอ้ตัวเล็กไปดูก็เพราะคิดว่าลูกอาจชอบหรือสนใจ ปรากฏว่า… ไอ้ตี้ไม่หันไปมองจอหนังเลย สนุกสนานกับเก้าอี้ที่พับได้ เอ็นจอยข้าวโพดคั่วและเครื่องดื่ม เล่น armrest ที่พับขึ้นลงได้ เดินเล่นไปมา ไม่หลับเลย เจ้าก๊อตตี้ไม่ได้ก่อกวนผู้ชมคนอื่นๆ ในโรงเหนังเลย ลูกไม่ได้ส่งเสียงดังอะไร แล้ววันนั้นเป็นวันจ้นทร์ โรงหนังโล่งโจ้ง มีอีกครอบครัวนึง แม่กับลูกรุ่นจิ๋ว รวมแล้วหนังรอบนั้นมีผู้ชมแค่ 7 คน รวมเรา 3 คนพ่อแม่ลูกด้วยนะ ส่วนอิพ่อมันหลับกรนคร่อกตั้งแต่กลางๆ เรื่องจนจบ อิแม่มันก็ดูๆ ไปงั้นๆ ชื่นชมงานสร้างเค้า เป็น production ที่ใช้ได้ทีเดียว คอสตูม ตัวสัตว์ประหลาดทั้งหลายทำรายละเอียดได้ดี ขนเกรอะกรัง รุงรัง ดูสกปรก มองแล้วน่าจะเหม็นสาป มีจมูกชื้นๆ เหมือนหมูหมาแมวจริงๆ บางทีมีขี้มูกไหล ตา จมูก ปาก ขยับเขยื่อน ได้เหมือนจริง แต่มาสะดุดตาสะดุดใจกับ 1 ตัวละคร 555 ขอขำก่อน 555 เจ้าตัวนั้นคือ The Bull เป็นตัวที่ชอบ isolated จากกลุ่มตลอด แต่ก็ตามๆ เค้าไปนะ ทำอะไรก็ทำด้วย เงียบๆ สังเกตการณ์ observed จนเหมือน antisocial ไม่มีบทพูดจา เหมือนใครคนหนึ่งที่อิชั้นรู้จักเป็นอย่างดี กร๊ากกก……ผัวของอิชั้นเองเจ้าค่าาา…. 55555

where-the-wild-things-are-posters

“Where the Wild Things Are” is a 1963 children's picture book by American writer and illustrator Maurice Sendak, originally published by Harper & Row. The book has been adapted into other media several times, including an animated short, an opera, and, in 2009, a live-action feature film adaptation and video game. As of 2008, the book has sold over 19 million copies worldwide according to HarperCollins.

Plot : The book tells the story of Max, who one evening plays around his home, "making mischief" in a wolf costume. As punishment, his mother sends him to bed without supper. In his room, a mysterious, wild forest and sea grows out of his imagination, and Max sails to the land of the Wild Things. The Wild Things are fearsome-looking monsters, but Max conquers them "by staring into their yellow eyes without blinking once", and he is made "the King of all Wild Things", dancing with the monsters in a "wild rumpus". He soon finds himself lonely and homesick, and he returns home to his bedroom, where he finds his supper waiting for him, still hot.

THANKS >> http://en.wikipedia.org/wiki/Where_the_Wild_Things_Are

Monday, November 09, 2009

Seafood Cocktails Wah Ha Ha

 

IMG_1310-s

กลับเข้าครัวกันนิดนึงนะคะ แม่บ้านหลังยาวไม่ค่อยได้ทำกับข้าวเลี้ยงลูกผัวบ่อยๆ หรอกค่ะ และเมนูนี้เด็กๆ ก็ไม่ทานกัน 5555 มันมีเหตุมาจากซะมีของอิชั้นเค้าได้ตำรับมาจากเพื่อนร่วมงานชาวเม๊กซิกัน เพราะคุณเมียชอบรับทาน กุ้งคอคเทลส์ ซีฟู้ดคอคเทลส์ ทุกครั้งเวลาไปทานอาหารเม๊กซิกัน เลยอยากให้อิชั้นลองทำทานเองดู ซึ่งมันก็ง่ายแสนง่าย ไม่ต้องต้มหุง หั่นๆ สับๆ โยนใส่หม้อ คนๆ เสร็จแระ ทานได้เลย

สูตรที่ไอ้พวกผู้ชายจดให้กันมาเป็นอะไรที่น่าขำมากๆ ทุกเครื่องปรุง บอกยี่ห้อ และสถานที่ซื้อหาพร้อมราคาด้วยค่ะ การชั่งตวงวัดก็มีหน่วยเป็น กระป๋อง ขวด ลูก ฯลฯ เครื่องปรุงมีดังนี้ค่ะ

เครื่องดื่มคอคเทลน้ำมะเขือเทศยี่ห้อตามรูปเลยค่ะ จำนวน 2 ขวด

กุ้งฝอยต้มสุกที่เค้าใส่สลัดต่างๆ 2 แพ๊ค

ปูอัด 1 แพ๊ค

หอยสับ 2 กระป๋อง

หอยนางรม 1 กระป๋อง (อย่าเทน้ำทิ้ง เท juice ใส่ลงไปด้วย)

อะโวคาโด้ (ห่ามๆ ไม่สุกนิ่ม หั่นเต๋า) 4 ผล

แตงกวา 2 ลูก (อิชั้นปอกผ่าสี่แล้วเอาเม็ดออก จากนั้นหั่นเต๋าค่ะ)

มะเขือเทศ 1 ปอนด์ (อิชั้นเอาเม็ดออกและหั่นเต๋าเช่นกันค่ะ)

ผักชี 1 กำ (ล้างสะอาด หั่น)

หอมใหญ่ 1 หัวใหญ่ (หั่นเต๋าจิ๋วๆ)

page-289 

หลังจาก ล้าง หั่น สับ ซอย เครื่องปรุงต่างๆ เสร็จแล้ว ก็แทบจะเรียกว่าเสร็จแล้วหล่ะค่ะ แต่อิชั้นรู้สึกไม่ค่อย “ชัวร์” กับการเทโน่นนี่จากกระป๋องแล้วรับทานเลย ก็เลยขอลวกๆ ต้มๆ มันซะทุกอย่าง (ยกเว้นพืชผัก) ทั้งๆ ที่เจ้าของ recipe ย้ำนักย้ำหนาว่าไม่ต้องหุงต้มใดๆ

page-290

จากนั้นก็เทไอ้ 2 ขวดใส่ภาชนะ เทอะไร ต่ออะไร ประดามี ลงไปให้หมด คนๆ ซะหน่อย แช่ตู้เย็นเก็บไว้รับทานค่ะ ถ้าหากมีหมึกยักษ์หั่นใส่ลงไปด้วยก็คงจะโอเคนะเนี่ย 555 พอทำเสร็จแล้วมันช่างมากมายก่ายกอง ทำยังไงจะกินได้หมด เลยตักไปแจกๆ ชาวอินลอว์ซะเยอะเชียวค่ะ สูตรนี้อร่อยใช้ได้ทีเดียว พืชผักกรุบกรอบ รสชาติกลมกล่อมไม่ต้องเติมเครื่องปรุงใดๆ แต่ที่มันเยอะเหลือเกิน ฟาดซะจนหายอยากไปเป็นปีเลยค่ะ ถือว่าประสพความสำเร็จมากในการทำซีฟู้ดคอคเทลส์ครั้งแรกในชีวิตค่ะ

IMG_1313-s

Enjoy Your Days Na Ka…

Monday, October 26, 2009

กล้องที่โทรออกได้ กับ เอสเต้ + อื่นๆ อีกนิดนึง

วีคเอนด์ที่ผ่านมาครอบครัวเราก็อีทเอ๊าท์ตลอด แล้วก็ไปช้อปปิ้ง-ช้อปเปี้ยงเล็กๆ น้อยๆ โน่นนี่นิดหน่อย นอกนั้นก็นอนดูทีวีขี้เกียจอยู่บ้านกันพร้อมหน้า อันแรกที่จะเอามาอวดคือ โทสับใหม่ของอิชั้นค่า Sony Ericsson C905a ที่มีกล้อง 8.1-megapixel น่าจะเรียกว่ากล้องที่มีโทรศัพท์มากกว่าโทรศัพท์มือถือที่มีกล้อง เพราะกล้องทำงานแบบฟูลอ๊อพชั่นเลย กว่าจะเปลี่ยนเป็นอันนี้ก็ส่งอีเมวไปถามไถ่เอทีแอนด์ทีถึง 3 ครั้ง 3 ครา คือเซ่อๆ บ้าๆ นึกคำถามออกทีละ 2-3 ข้อ 55555 ตอนแรกก็บอกเค้าไปว่า อยากเปลี่ยโทสับแล้วแต่ไม่รู้จะเอาแบบไหนดี ก็สนใจไอ้รุ่นนี้ อิชั้นไม่ใช้เน็ทบนมือถือ (เพราะเน็ทที่บ้านเปิดเกือบจะตลอดวันตลอดคืน) อิชั้นไม่แชท ไม่ text messaging ไม่เอา full keyboard (ไอ้แบล๊คเบอรี่-ก็ต้องตัดไป) ไม่โน่นไม่นี่ ก็ร่าย…ยาว บอกเค้าไปอีกว่า life style ของอิชั้นเป็นแบบนี้ แบบนี้นะ need PDA and sometimes need camera too (เวลาลืมกล้อง) เพราะตารางหาหมอ ตารางรับส่งลูก กิจกรรมลูก เมื่อก่อนพก PDA พกโน่นนี่มากมายใส่คานหาบแบกหามรอบตัวดูไปมาคล้ายๆ แรมโบ้หญิง แล้วไอ้ไอโฟนที่เห่อๆ กัน ไม่อยู่ในห้วงฟามคิดของอิชั้นเลย เพราะมีลูกมือซน ทัชสกรีนนี่ต้องห้าม แถมโสหุ้ยอีไอโฟนเนี่ย แพงนิ แล้วประกันไม่คัฟเว่อร์ด้วย (อันนี้สำมะคันมากๆ) คือไม่อะไรเลยกับไอโฟน ก็เมวกันกลับไปกลับมา ยังงงสงสัย ไหงอิเบ๊อะไม่โทรไปคุยกะเค้าซะให้จบๆ เสร็จๆ 5555 คนเราก็บ้าเน้อ… สรุปว่ามือถืออันนี้เหมาะเจาะกับอิชั้นที่สุด

page-458 

พอดีไปเจอซองมือถือใส่กันได้พอดีเป๊ะๆ ในกะบะเคลียแร๊นซ์ เลยลากมาซะด้วยราคา 2 เหรียญ แถมด้านในบุผ้าสีริ้วๆ เหมือนmulti stripe ของ  Paul Smith ซะยังไงยังงั้น 55555 อยากบอกเพื่อนๆ ซึ่งรู้ๆ กันอยู่ว่าเมื่อก่อนอิชั้นน่ะเป็นสุดยอดเจ้าแม่ gadgets เลย แต่เดี๋ยวนี้นะ “โล-เทค” สุดๆ 555 เซ่อซ่า บ้าบอมากๆ ปัญญาทึบจริงๆ เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ยากจัง อะไรที่ complicate มากๆ ก็จะกลายสภาพเป็นก้อนหินไร้ประโยชน์ไปเลย เพราะอิชั้นจะไม่แตะไม่ต้อง แล้วพอ cannot utilized อะไร-สิ่งนั้นก็จะสูญค่าไปเลยจริงๆ นะ พอจะซื้ออะไรก็เลยต้อง study หนักๆ หน่อย 555 ยิ่งแก่ก็ยิ่งเซ่อแล้วยังจู้จี้จุกจิกด้วย กร๊ากกก….มีใครเป็นเหมือนอิชั้นกันบ้างหรือป่าว…. อย่ามาบอกนะว่า ยัง sharp & chop chop กันดีอยู่ 5555 อย่ามา “กอหอก” ก๊านนน…

ต่อมาเป็น เอสเต้ล๊อตล่าสุด หลังจากเลิกรากันไปพักนึง นอกใจเอสเต้ไปหาพอลล่า 5555 แต่ด้วยของแถมยั่วใจมากๆ อดรนทนไม่ได้ ค่าส่งฟรีด้วย เลยเอากะเค้าซะหน่อย มาดูกันค่ะ

page-461 

ที่ซื้อก็คือพาเลตทาตา สีเรียบร้อยดี และโฟมล้างหน้า (จะไม่กล่าวถึง เพราะ เป็นยาสามัญประจำบ้านมานานมากแล้ว) อายชาโด้ว์ของเอสเต้ เม็ดสีจะไม่ค่อยสะใจ แต่ถ้าใช้ primer ก็โอเคทีเดียวค่ะ คราวนี้มาดูของแถมกัน ขวดเงินจิ๋วนั่นเป็นของแถมที่ปลื้มมากตลอดกาล Re-Nutriv Ultimate Lifting Serum “รี-นูทีฟ” เป็นเซ็ตที่ราคามหาโหดของเอสเต้ แต่ก็มี (ขนาดทดลอง) ไว้ใช้เรื่อยมา ส่วนมากจะได้แบบครีมกระปุก นานๆ จะได้ซีรั่มซะที ชอบเซ็ตนี้แต่ไม่เคยซื้อใช้ค่ะ เพราะ “บ่อจี๊” 5555 ตานี้ก็มาถึง Nutritious Vita-Mineral Loose Powder Makeup SPF 15 ยังไม่ได้ลองเลย ดูเหมือนสีจะคล้ำไปนิด (มี MMU ฟูลไซ้ส์ของ Prescriptives อยู่ 1 กระปุก ใช้แล้วเฉยๆ ไม่กรี๊ด วี๊ด บึ้ม ใช้ก็ได้-ไม่ใช้ก็ได้ ไม่อะไรเลยกับ MMU มีความรู้สึกส่วนตัวว่าใช้ MMU แล้วดูรูขุมขนโดดเด่นชัดเจนมากกก… Idealist หรือ เบสใดๆ ก็ช่วยไม่ได้) ตานี้มาถึงไอ้ตัวเจ้าปัญหา Pure Color Lip Candy Bar มา มะ มาดูกัน

page-462

แพ๊คเกจชนะใจอย่างแรง เป็นพลาสติกแบบตันๆ จริงๆ อิชั้นมีเพียวคัลเล่อร์แบบฟูลไซ้ส์อยู่ในครอบครอง 3 สีแล้วค่ะ ชอบตรงที่เนื้อบางเบา แต่สีเด่นชัด และแพ๊คเกจลูกเต๋าหนักแน่นดี เห็นของแถมอันนี้เลยต้องจัดซื้อจัดหามาครอบครองซะหน่อย พอได้ของมาก็แงะ แกะ แคะ หาวิธีเปิดไอ้เจ้าช่องใส่แปรง ด้วยที่เซ่อซ่า เล็บเลยไปจิกเอาเนื้อลิปสติกสีเข้มนั่นเข้า แต่ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เดี๋ยวก็ใช้มันอยู่ดีเน๊าะ

page-463

ต่อมาเป็นรองเท้าคู่ใหม่ ตอนซื้อซะมีบ่นนิดนึง “ซื้ออีกแระ เพิ่งซื้อไปไม่นานก็คล้ายๆ คู่นี้” ก็สวนไป ไม่เมื๊อน…. ไม่เหมือนเฟ้ย คนละยี่ห้อ แต่เป็น Wedge & Pump และสีดำเหมือนกันเท่านั้นเอง 5555 พี่แกก็บ่นไปงั้นแหละ คุณเมียอยากได้ก็ต้องควักกระเป๋าจ่ายอยู่ดี 5555 คู่นี้เป็นยี่ห้อ Michael Kors ตรงที่ห้มส้นเป็นวัสดุเหมือนยาง ซึ่งน่าจะไม่ขูดขีด ลอก หรือขาดได้ง่ายๆ ถ้าขับรถส้นกับหนังที่หุ้มส้นก็คงไม่พังเสียหาย (จริงๆ รองเท้าทั้งหมดของดิฉันสภาพเนี๊ยบตลอดกาล เพราะรักรองเท้ายิ่งชีพค่ะ) ส่วนวัสดุตัว upper เป็นหนัง suede สีดำเมี่ยม (สะใจ) ใส่แล้วเดินสบาย ไม่ “ดุ” กัดแหลก แต่จริงๆ ยังไม่รู้หรอก เพราะเดินอยู่ในบ้านเพื่อ break-in เฉยๆ ยังไม่ได้ใส่ไปแต๊ดแต๋ที่ไหนนอกบ้านเลย8jt ขอให้เชื่อง ขอให้เชื่อง เถิ้ดดดดดด….

page-459 

อันนี้เป็น Coach ใบใหม่ของอิชั้น มันคือ Coach Bonnie Canvas Tote (Fuchsia & Orange) สีแอ๋นแต๋นถูกใจมากๆ อยากได้ อยากได้มานานมาก มันเป็นคอลเล็คชั่นที่ออกมาประมาณต้น Spring 2009 ออกมาไม่นานก็หายหน้าหายตาไป ไม่ค่อยนิยมกันเท่าไหร่ ตกไปอยู่ตาม outlet ต่าง แต่อิชั้นโชคร้าย ไม่มีเอ๊าท์เล๊ตไหนอยู่ใกล้ๆ ในรัศมี 300 ไมล์เลยค่ะ ก็หมดใจไปแล้วหล่ะกะนังชมพูแอ๋นเนี่ย เมื่อไม่กี่วันก่อน คุณเพื่อน (สุมนา) ไปแต๋นที่มเซี่ส์ โทรมาบอก เห็นมีใบนึง เกาะไว้ เหนี่ยวไว้ กลัวคนอื่นคว้าไป แล้วก็กลัวอิชั้นจะไม่รับสายแทบแย่ เสียงตามสายของคุณเพื่อน (ที่แสนดี) แว๊ดมาว่า ยัง fonding นัง Bonnie นี่อยู่หรือป่าว เค้า clearance ที่ Macy’s อิชั้นก็รีบแว๊ดกลับไป ลากคอนังบอนนี่มาเลยจ้า จากราคาเต็ม $298 ลดเหลือ $89.40 แล้วลดพิเศษอีก 15% บวก TAX กลับมาคืนอีก 8.975 % ไปคิดกันเอาเองท่านผู้ชม อิชั้นอ่อน match 555555 พอได้รับคุณกระเป๋ามาก็พินิจพิเคราะห์ด้านนอกด้านในดูเนี๊ยบเรียบร้อยดี กระเป๋าใบนี้ค่อนข้างหนัก ดูจุดีด้วย บ้าหอบฟางอย่างอิชั้นขนอะไรใส่เข้าไปได้เยอะเชียว แต่ไม่ยักกะแถมไม้คาน จะได้หาบไปมาสะดวกขึ้น 555 ด้านหน้ามีช่องกระเป๋า kiss-lock frame เล็กๆ ประดับอยู่ มันจิ๋วเดียว ไม่น่าจะเอาอะไรใส่หรอกค่ะ ด้านข้างก็มีช่องกระเป๋า turn-lock gusset ทั้งสองด้าน ส่วนด้านหลัง มี small slip pocket ด้วยค่ะ ขอตินิดนึงตรงที่ไม่มีซิปปิดด้านบน main compartment ลูกๆ อิชั้น มันชอบเทกระเป๋าแม่เวลามันหาข้าวของน่ะค่ะ น่าตี (+ตื้บ) กันจริงๆ ให้ตายเถอะ…ฆ่าาาา…

page-460

ส่วนเจ้าสะพายแล่งนี่ต้องรองเพลง ไม่ได้เจตนา ไม่ได้เจตนา ล้า ลา ลา …. ไม่ได้เจตนาซื้อใบเล็กๆ นี่เลยค่ะ พอคุณเพื่อนโทรกลับมาอีกว่า เฮ้ย เอาใบลูกมันหรือป่าว ก็ถามกลับไปว่าคุณลูกใบไหน (พูดมาเถอะ รู้จักโม้ดดด….ทุกลูก) พอคุณเพื่อนบอกว่าเป็นแบบสะพายแล่ง และคิดว่าอิชั้นน่าจะซื้อให้ลูกสาว เพราะปกติจะชอบใช้ของเหมือนๆ กันอยู่แล้ว ก็ตอบคุณเพื่อนไปว่า โอเคเลย ลากคอลูกมันมาด้วย เจ้า Coach Bonnie Swingpack Crossbody อันนี้ก็ "โล๊ะ-ราคา” จาก $168 ลดเหลือ $50.40 แล้วลดพิเศษอีก 15% บวก TAX กลับมาคืนอีก 8.975 % เช่นกัน กระเป๋าใบนี้กระทัดรัดใช้สะพายพาดตัวเพื่อความสะดวกมือไม้ทั้ง 2 ยังอยู่ครบ หรือในวันที่มีธุระเบาๆ ก็จะสะดวกมาก อย่างเช่น..ไปแต๋นตามคาสิโน 5555 (นานทีปีหนค่ะถึงได้ไปกะใครเค้า พูดเหมือนเซียน ฮิฮิ)  ด้านหลังของกระเป๋ามี กระเป๋า kiss-lock frame และ small slip pocket ส่วนด้านในกระเป๋าไม่มีช่องอะไรทั้งนั้นค่ะ

งานนี้ต้องขอบคุณคุณเพื่อนอย่างมากกกกกกก….. แต๊งส์ นะคะ คุณเพื่อน 

Friday, October 16, 2009

ยาที่ไม่ควรกินคู่กัน

ยาที่ไม่ควรกินคู่กัน

โดย : นพ.กฤษดา ศิรามพุช

หากคุณมั่นใจว่าผู้ป่วยเลือดจาง ต้องกินอาหารเสริมในกลุ่มธาตุเหล็กให้มาก "คุณคิดผิด" หมอกฤษดาแจกแจงคู่ยา "มิตร-ศัตรู" ให้เข้าใจกันชัดๆ

“Good things come in pair” ดังวลีฝรั่งนี้ที่บอกว่าของทุกอย่างมีคู่แฝดอยู่เสมอ อาจเป็นแฝดเหมือนหรือแฝดต่างก็ได้ ซึ่งก็พ้องกับทางพระที่ว่า กุสลาธัมมา อกุสลาธัมมา และโลกธรรมแปดที่เล่าถึงคู่แห่งสัจธรรมในโลกนี้ มีสุขแล้วก็มีทุกข์ มีสรรเสริญก็ย่อมมีนินทา มีลาภก็ย่อมมีเสื่อมลาภได้ดังนี้เป็นต้น

ดังนั้น ในเรื่องของโอสถรักษาโรคก็ ย่อมต้องมีคู่แฝดของมัน ที่ต้องมีทั้งแฝดที่ดีและแฝดที่ร้ายคล้ายเทวากับซาตานซึ่งเคยมีกรณีที่ถึง แก่ชีวิตมาแล้ว ซึ่งโดยมากมักเกิดจาก “ความไม่รู้” ในฤทธิ์อันไพศาลของยาแต่ละเม็ดที่กินอยู่ โดยเราจะค่อยมาดูกันไปทีละแฝดครับ

แฝดที่ดี

เสมือนคู่บุญยิ่งรู้จักกินให้เสริมกันก็จะยิ่งช่วยเสริมสุขภาพหรือทำการรักษาโรคให้ท่านได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น และที่จริงก็ควรกินคู่กันเสียด้วยเพราะเรื่องของยาอาหารเสริมนี้มีหลักคือทำงานร่วมกัน โดยกลุ่มที่ควรกินร่วมกันช่วยเสริมให้ดีมีดังต่อไปนี้ครับ

1) วิตามินซีกับคอลลาเจน จะช่วยกันสร้างเนื้อเยื่อใหม่ให้ใสปิ๊งปั๊งไม่เหี่ยวหย่อนย้อย

2) ธาตุเหล็กกับวิตามินซี กินธาตุเหล็กให้ดีดูดซึมเข้าไปใช้ได้ ไม่ใช่กินเข้าไปอย่างไรถ่ายออกมาหน้าตาเหมือนเดิมนั้น ต้องกินคู่กันอย่างเช่นถ้าจะกินเลือดหมูให้ได้ธาตุเหล็กก็ควรกินกับผักที่มี วิตามินซีสูงเช่นใบตำลึงก็จะดีไม่น้อยครับ

3) แคลเซียมกับแมกนีเซียม แคลเซียมจะดูดซึมได้ดีต้องมี “ตัวช่วย” พามันเข้าไปได้แก่แมกนีเซียม, วิตามินดีและวิตามินเคด้วยซึ่งอยู่ในแสงแดดและผักเขียวจัดตามลำดับ

4) วิตามินเอ ซี และอี พยายามกินไปด้วยกันเป็นดี หรือสูตรที่ดีคือกินซีเพียงตัวเดียวส่วนเอกับอีนั้นกินเอาจากผักคะน้าและถั่วลิสงสักวันละกำมือ

5) น้ำมันปลา (ไม่ใช่น้ำมันตับปลา) ขอให้เลือกชนิดที่มี ดีเอชเอคู่กับกับอีพีเอ ยิ่งมากหน่อยยิ่งดีอย่างน้อยกินให้ได้ค่า ดีเอชเอ+อีพีเอ = 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน โดยมีเคล็ดไว้ว่าถ้าอยากบำรุงสมองต้องเลือกชนิดที่มีดีเอชเอเด่น แต่ถ้าจะให้บำรุงส่วนอื่นเป็นหลักเช่นข้ออักเสบให้เลือกชนิดที่มีอีพีเอสูงด้วยครับ

แฝดที่ร้าย

แฝด ตัวนี้ถือเป็นระดับ “ตัวแม่” ที่น่ากลัวกว่าเยอะมากครับ เพราะอาจทำให้เกิดเลือดออกในสมองจนเป็นอัมพาตหรือหัวใจวายแน่นิ่งไปได้ จึงอยากชวนให้ท่านที่รักมาสนใจในยาที่ไม่ควรกินร่วมกันสักนิดดังนี้ครับ

1) น้ำมันปลากับแอสไพริน คู่ร้ายอันดับแรกโดยน้ำมันปลานี้มีฤทธิ์ช่วยให้เลือดใสไม่หนืดเหนียว ส่วนแอสไพรินก็มีฤทธิ์เดียวกันคือช่วยให้ไม่เกิดลิ่มเลือดจับแข็งเป็นก้อน ตัน เมื่อกินคู่กันเลยกลายเป็นคู่สังหารพาลให้เลือดไหลพรวดพราดไม่หยุด แม้การกรอฟันเพียงนิดก็อาจทำให้เลือดออกได้ราวกับผ่าตัดใหญ่แล้วครับ

2) วิตามินอีและอีฟนิ่งพริมโรส มีคนไข้ที่อยากผิว สวยมาหาพร้อมบอกว่ามีคนแนะให้กินวิตามินอีแต่บ้างก็ให้เลือกเป็นอีฟนิ่งพริม โรสแทนจะเลือกอย่างไรดี จึงได้บอกไปให้เลือกอย่างหนึ่งก็พอเพราะล้วนแต่มีวิตามินอีทั้งนั้นซึ่งถ้า ได้มากไปอาจทำให้เกิดหัวใจพิบัติแทน

3) แคลเซียมเสริมกับแคลเซียมสด ถ้าท่านกินงาดำได้วันละ 4 ช้อนโต๊ะหรือเต้าหู้ขาวแข็งวันละ 3 ขีดก็จะได้แคลเซียมราว 1,000 มิลลิกรัมอยู่แล้ว ซึ่งถ้าไปหาแคลเซียมเม็ดมากินเติมอีกจะทำให้แคลเซียมเกินและไปจับกับหลอด เลือดทำให้ตีบแข็งได้

4) กาแฟกับแคลเซียม ขอให้เลี่ยงกินแคลเซียมร่วมกับกาแฟเพราะกาแฟจะไปยับยั้งการดูดซึมแคลเซียม นอกจากนั้นยังไปดึงแคลเซียมออกจากกระดูกอีกด้วย

5) ธาตุเหล็กกับเลือดจางธาลัสซีเมีย เป็นไม้เบื่อไม้เมากันทีเดียว ขอให้ลืมความเชื่อที่ว่าถ้าเลือดจางต้องกินธาตุเหล็ก ไม่เสมอไปครับ หากท่านเป็นเลือดจางชนิดธาลัสซีเมียแล้วไปกินธาตุเหล็กเสริมจะเท่ากับเติมยาพิษให้กับหัวใจและตับตัวเองครับ

ทั้ง แฝดดีแฝดร้ายนี้ที่จริงมีอีกมากซึ่งผมได้เคยเขียนไว้ในหนังสือแล้วและก็ ตั้งใจจะเขียนไว้เรื่อยๆเป็นตอนต่อไปในคอลัมนี้ แต่สำหรับที่เลือกมาให้เห็นนั้นเป็นตัวอย่างที่พบบ่อยหน่อยครับและท่านจำไป ใช้ประโยชน์ได้ทันที

เมื่อถึงตอนนี้ขอให้ท่านหยิบเอาร่วมยาออกมาสังคายนาแยกวางเป็นชนิดไปบนโต๊ะแล้วจัดเป็นกลุ่มไว้ว่ากลุ่มใดรักษาโรคไหนแล้วบางทีจะเกิดพุทธิปัญญาทีเดียวว่าตูข้ากินยามากเกินความจำเป็นไปเพียงใด แต่นั่นก็ยังไม่ร้ายเท่ากินยาที่ดันไปเสริมฤทธิ์กันให้เป็นพิษเข้าไปเสียอีก

ดังนั้น ท่านจะเห็นว่าการกินยานั้น มีข้อหยุมหยิมอยู่มากเมื่อเทียบกับกินอาหารธรรมชาติที่โอกาสเกิดการผสมกัน เป็นพิษน้อย เพราะมีส่วนประกอบสำคัญอยู่ในปริมาณที่ไม่เข้มข้นมากเท่ายาเคมี แต่อย่างไรก็ดีคงต้องยึดหลักที่ว่าหูไวตาไวถ้ารู้สึกว่า “ไม่ใช่” แล้วก็ให้รีบเร่งบอกอย่าปล่อยให้เลยตามเลยไว้นานเลยครับ

*** นพ.กฤษดา ศิรามพุช, พบ.(จุฬาฯ) ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ drkrisda@gmail.com

ขอขอบคุณที่มาค่ะ > > http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/health/20091016/81518/%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99.html

Monday, October 12, 2009

วิธีดื่มน้ำ จากคุณหมอ‏ (เหวิดเมว..อีกอัน..ที่น่าอ่าน)

เพื่อนๆคิดว่าสุดยอดของการเป็นหมออยู่ที่ไหนครับ ในพฤติกรรมที่ผมว่าคนไทยส่วนใหญ่ทำผิดมากที่สุดคือ เรื่องของการดื่มน้ำนี่แหละครับ ลองทำแบบทดสอบกันสักนิดก่อนอ่านต่อดีไหมครับ

  1. คุณมีความเชื่อที่ว่าน้ำยิ่งดื่มเยอะยิ่งดีหรือไม่
  2. คุณดื่มน้ำวันละกี่แก้ว
  3. น้ำที่ดื่มเป็นน้ำเย็น, น้ำธรรมดา หรือว่าน้ำอุ่น
  4. ดื่มน้ำช่วงเวลาไหนเป็นพิเศษไหม เช่น ดื่มตอนเช้า ดื่มระหว่างทานข้าว ดื่มก่อนนอน เป็นต้น
  5. ปกติดื่มอะไร เช่น น้ำเปล่า น้ำอัดลม ชา กาแฟ เป็นต้น


เราเฉลยกันไปทีละข้อๆพร้อมอธิบายละกันครับ พร้อมที่จะรู้ความผิดของตัวเองหรือยังครับ

ข้อหนึ่งนั้น เป็นความเชื่อที่ผิดครับ ทุกอย่างต่างมีทั้งคุณและโทษ ต้องหาจุดสมดุลของมันครับ น้ำดื่มมากเกินไปกลับไม่ดีเสียอีกครับ เดี๋ยวผมจะมีสูตรให้คำนวณว่าวันหนึ่งเพื่อนๆควรดื่มน้ำแค่ไหน

ข้อสอง คิดว่าทุกคนคงเคยเรียนกันมาอยู่แล้วว่าคนเราวันหนึ่งควรทานน้ำวันละ 8-10 แก้ว ว่าแต่ทำได้อย่างที่เรียนมาหรือเปล่าครับ ผมจะอธิบายให้ฟังว่า น้ำในร่างกายของเรามีที่มาที่ไปอย่างไรก่อน น้ำที่เข้าสู่ร่างกายเรามาจากน้ำและอาหารที่ทานเข้าไปเป็นหลัก ส่วนน้ำจะออกจากร่างกายทางปัสสาวะ อุจจาระ เหงื่อ และทางลมหายใจ แต่ปัสสาวะเป็นเส้นทางหลักครับ คนเราจำเป็นต้องปัสสาวะออกจากร่างกายอย่างน้อย 500 มิลลิลิตรต่อวัน ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถขับของเสียออกจากร่างกายได้หมด นอกจากนี้อีกสามทางที่เหลือโดยเฉลี่ยก็จำเป็นต้องใช้น้ำอีกราว 1000 มิลลิลิตร หรือ 1 ลิตร ต่อวัน เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว คนเราจึงต้องดื่มน้ำเพื่อชดเชยส่วนที่ออกจากร่างกายทุกวันราว 1500 มล. หรือ 7-8 แก้ว (แก้วละ 200 มล.) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นตัวเลขนี้ก็ไม่สามารถใช้ได้กับทุกคนครับ ผมเลยมีสูตรมาให้คิดกันคร่าวๆว่าวันหนึ่งเราต้องทานน้ำปริมาณเท่าไรจึงจะเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย สูตรคือ

(น้ำหนักตัว(กก.) x 2.2 x 30) / 2 หน่วยที่ได้ออกมาเป็นมิลลิลิตรครับ เช่น หนัก 60 กก. เอาเข้าแทนค่าก็จะได้
ควรดื่มน้ำ (60 x 2.2 x 30) / 2 = 1980 มล. หรือประมาณ 10 แก้วต่อวันครับ

ถ้าเราดื่มน้ำน้อยกว่านี้ เลือดซึ่ง 90% ทำมาจากน้ำก็จะไหลเวียนไม่สะดวก ร่างกายก็จะขับของเสียได้ยาก ขณะเดียวกัน
สารอาหารในเลือดก็ส่งไปถึงร่างกายช้า ทางแพทย์จีนถ้าเกิดเลือดลมเดินไม่สะดวกนี่เป็นบ่อเกิดสารพัดโรคเลย บางคนบอกว่าประจำเดือนมาน้อยหรือไม่มา มาเป็นลิ่มเลือด สีเข้ม หนืด ปวดประจำเดือนก็แหงละครับ น้ำไม่กินจะเอาที่ไหนไปสร้างเลือดละครับ แต่ถ้าทานน้ำมากกว่านี้ก็เป็นผลเสียต่อร่างกายอีกเหมือนกัน ทำอะไรก็ต้องพอดีๆครับ

ข้อสาม อย่างที่เคยบอกไปตั้งแต่อาการขี้หนาวนะครับว่าน้ำเย็นเป็นของต้องห้ามสำหรับร่างกาย กระเพาะเมื่อเจอของเย็นเข้าไปการทำงานจะด้อยลงทันที เกิดเป็นอาหารไม่ย่อย อาหารบูดเน่า หมักหมมอยู่ในกระเพาะ และลำไส้ลำไส้ก็ดูดซึมของเสียจากกากอาหารพวกนี้กลับเข้าสู่เส้นเลือดต่อไปเรื่อยๆจนกว่าจะถ่ายอุจจาระออกจากร่างกายของเรา เพราะฉะนั้นเราไม่ควรจะทานของเย็นๆครับ ทานน้ำธรรมดาหรือน้ำอุ่นก็ได้ แต่ก่อนผมไม่รู้จุดนี้ก็ทานกันไป โดยเฉพาะไทยเป็นเมืองร้อน ทุกที่ต้องเสริฟน้ำเย็น เสริฟน้ำแข็งกันเป็นกระติกๆ กินกัน จนเป็นเรื่องธรรมชาติ ก่อนหน้านี้ไม่รู้ก็เฉยๆ แต่พอตอนนี้ เห็นแล้วกลัวไปเลยครับ บ้านผมตอนนี้ไม่ทานน้ำแข็งกันแล้ว

ข้อสี่ ดื่มน้ำช่วงเวลาไหนกัน ที่บอกให้ดื่มวันละ 8-10 แก้วเนี่ยจะแบ่งกินช่วงไหนระหว่างวันบ้างละ ใครที่ชอบทานข้าวไปจิบน้ำไปประมาณว่ากินข้าวเสร็จหมดน้ำไปสองแก้ว ข้อนี้ผมจัดเป็นหายนะอย่างใหญ่หลวงที่สุดเลยครับ เป็นการกินน้ำที่ผิดที่สุดครับ คนเรามักทำอะไรเพลินเสียจนลืมทานน้ำ พอถึงเวลาว่างซึ่งมักจะเป็นเวลาทานข้าว เขาบอกว่าให้ทานน้ำเยอะก็ทานรวดเดียวไปเลย ผิด ผิด ผิด ผิดแบบไม่น่าให้อภัยเลยครับ เพราะช่วงเวลาที่ทานข้าวนั้น ร่างกายจำเป็นต้องอาศัยน้ำย่อยในการย่อยอาหาร เมื่อคุณกินน้ำเข้าไปเยอะๆแล้ว น้ำย่อยก็จะเจือจาง ก็เข้าสู่ระบบเดียวกับการกินของเย็นคืออาหารไม่ย่อย หมักหมม พิษถูกดูด เข้าเส้นเลือด

เพราะฉะนั้นที่คุณควรทำคือ ตอนเช้าตื่นมาดื่มน้ำก่อนเลยครับ 2-5 แก้ว เพื่อขับพิษออกจากร่างกายทางอุจจาระ ปัสสาวะ ที่ให้ดื่มทันทีเพื่อให้มีระยะเวลาห่างจากอาหารเช้าพอสมควร ก่อนอาหาร 15 นาที ระหว่างทานอาหาร และหลังอาหาร 40 นาที ทานน้ำได้ไม่เกินครึ่งแก้วครับ ในที่นี้หมายรวมถึงซุป น้ำแกง และของเหลวทุกประเภทนะครับ และอย่าดื่มน้ำครั้งละมากๆ ให้จิบครั้งละ 2-3 อึก แต่จิบถี่ๆ หาขวดน้ำแก้วน้ำมาวางไว้ข้างตัว จิบไปทั้งวันครับ ถ้ากินน้ำครั้งละมากๆผลก็คือ ร่างกายยังไม่ทันได้ดูดซึมก็ไหลรวดเดียวปัสสาวะออกไปหมดแล้ว อย่างนี้ดื่มน้ำมากแค่ไหนก็ยังหิวน้ำครับ เหมือนน้ำป่ามาครั้งเดียว ทะลักล้นเขื่อนออกไปหมด แล้วจะเอาอะไรกักเก็บไว้ในเขื่อนละครับ เหมือนทำยาก แต่จริงๆแล้วพอเริ่มทำมันก็ไม่ยากอะไรครับ

ผมแต่ก่อนทานน้ำ 2-3 แก้วพร้อมทานข้าว ด้วยเหตุผลสารพัดที่เข้าใจผิด เช่น ควรกินข้าวพออิ่มและทานน้ำเพื่อให้อิ่มจริง หรือกินล้างปากสักหน่อย (กินกันเป็นแก้วล้างปากเนี่ยนะ) หรือต้องสั่งชอคโกแลตปั่นใส่วิปครีมมากิน กินแล้วหวานมันเย็นอร่อยแต่ส่งผลเสียต่อกระเพาะโดยไม่รู้ตัว เบียร์ก็อีกตัวครับ สังสรรค์กันทีกินเข้าไปสิกี่ขวดว่ากันไป ทุกวันนี้เลิกครับ ได้ข้อดีอีกอย่างคือไม่รู้จะเอาเวลาที่ไหนไปดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะมันควรกินแกล้มอาหาร เลยได้เลิกเหล้า
เลิกเบียร์กันไป

แต่ก่อนหลังทานข้าวเสร็จผมจะเรอตลอด ท้องอืดมาก ก็งง หรือว่าเรากินเยอะไป แต่บางทีกินไม่เยอะก็เรอตลอด เสียบุคลิกมาก พอมารู้ตรงนี้ถึงได้ถึงบางอ้อ กินน้ำเยอะอย่างนี้แล้วอาหารจะย่อยยังไงมันก็เลยเกิดลมเกิดแก๊สซิ พอเปลี่ยนพฤติกรรมการดื่มน้ำใหม่ อาการเหล่านี้ก็ดีขึ้นเรื่อยๆครับ

นอกจากนี้หลังอาหารยังไม่ควรทานผลไม้ล้างปากทันทีอีกด้วยครับ โดยเฉพาะผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็นทั้งหลาย เช่น ส้ม แก้วมังกร สาลี่ แตงโม เป็นต้น มีสองเหตุผลครับ

หนึ่ง เพราะว่าผลไม้จะย่อยเร็วกว่าอาหาร อาหารยังย่อยไม่เสร็จ ผลไม้ก็ค้างเติ่งอยู่ในกระเพาะ ร่างกายก็ดูดซึมสารอาหารจากผลไม้เหล่านี้ไม่ได้ พอไปถึงลำไส้ถึงคิวที่มันจะได้ดูดซึมมันก็เน่าเสียไปหมดแล้วครับ เพราะฉะนั้นถ้าจะทานผลไม้ควรทานก่อนหรือหลังอาหารสัก 1-2 ชม. ขณะท้องว่างเพื่อให้ร่างกายได้ดูดซึมวิตามินสารอาหารและไม่รบกวนระบบการย่อยอาหารด้วย

เหตุผลที่สอง คือ น้ำย่อยในกระเพาะถือว่าเป็นธาตุไฟครับ ถ้าทานผลไม้ฤทธิ์เย็นเข้าไปก็จะส่งผลให้อาหารย่อยไม่ดี
เกิดวงจรอุบาทว์ดังเช่นข้างบนอีกเหมือนกัน


มาถึงข้อสุดท้ายแล้ว เป็นไงบ้างครับ คอตกรับผิดกันเป็นแถวเชียว ยังครับมารับรู้ความผิดของตัวเองกันในข้อนี้ต่อ ทานน้ำอะไรกันครับ บางคนชอบทานน้ำอัดลมมาก ดื่มทุกวัน ไตก็ต้องทำงานกรองน้ำให้สะอาดหนักกว่าเดิม เครื่องกรองน้ำยี่ห้อแอมเวย์สามารถกรองโค้กให้กลายเป็นน้ำเปล่าได้อายุการใช้งานไม่ถึงปีก็ต้องเปลี่ยนหัวกรอง ทว่าเราไม่สามารถเปลี่ยนไตได้ครับ ถ้ายังอยากให้ไตอยู่คู่กับเรานานๆแล้ว คุณคงรู้ว่าต้องทำอย่างไร อีกอย่างน้ำอัดลมเป็นน้ำที่ผ่าน กรรมวิธีทางเคมี ใส่น้ำตาลจำนวนมาก กินเข้าไปมีแต่ผลเสียครับ ยิ่งอัดแก๊สอีก กินเข้าไปท้องก็อืด การย่อยอาหารก็ไม่ดี เสียเงินไปทำร้ายร่างกายตัวเองเปล่าๆ พวกชาพร้อมดื่มบรรจุขวดก็เหมือนกัน ไม่มีอะไรนอกจากน้ำตาลและคาเฟอีนปริมาณมากผสมน้ำนำมาขาย แต่ถ้าเป็นชาจีนร้อนๆชงจากกาก็ควรจะเว้นระยะหลังอาหารสักครึ่ง ชม.ครับ เพราะชามีฤทธิ์เย็น ทำให้อาหารไม่ย่อย รวมทั้งยังส่งผลต่อร่างกายในการดูดซึมธาตุเหล็กและโปรตีนอีกด้วย กาแฟก็ไม่ควรทานอย่างที่เคยพูดไว้ บางคนเถียงข้างๆคูๆ "กาแฟหอมนะหมอ"หอมครับผมไม่เถียง แต่มันไม่ดีครับ เดี๋ยวไอเดียบรรเจิดไม่เป็นหมอแล้ว ผลิตยาดมรสกาแฟดีกว่า ท่าจะรุ่ง

อีกอย่างขอแถมนิดนึง คนไทยชอบกินก๋วยเตี๋ยวเติมเครื่องเยอะๆ อร่อยลิ้นแต่ไตทำงานหนักนะครับ

ครบห้าข้อแล้ว โอย เหนื่อย เอนทรี่นี้ยาวเป็นบ้า แต่ก็จำเป็นต้องเขียน เพื่อประโยชน์สุขของมวลชน555 ว่าไปนั่น ที่เขียนมาให้อ่านนี้เพราะหวังดีจริงๆครับ อยากให้ทุกคนใช้ชีวิตอย่างถูกต้องเพื่อจะได้ห่างจากโรคภัยไข้เจ็บอย่างที่บอกครับ หมอไม่อยากรักษาคนไข้หรอกครับ และหมอที่ดีที่สุดคือตัวคนไข้เอง เพราะพวกผมไม่มีทางอยู่กับคุณได้ตลอด ความสำเร็จไม่ใช่ได้มาเพียงชั่วข้ามคืน แต่ต้องผ่านการฝึกฝนมาอย่างยาวนาน สุขภาพที่ดีไม่ใช่ว่าป่วยแล้วไปหาหมอ ได้ยามาทานแล้วหาย แต่เป็นหน้าที่ของตัวคุณเองที่ต้องดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง ขอให้พวกเราชนะโดยไม่จำเป็นต้องออกกระบวนท่าครับ


ปล. If you trust me ก็นำไปปฏิบัติตามนะครับ อีกอย่างความรู้ควรแบ่งปันครับ คนไม่รู้เรื่องนี้ยังมีอีกมาก

 

* * * * * เป็น forward mail อันนึงที่อิชั้นอ่านแล้วอยากบอกต่อ (หลายๆ อัน เห็นจั่วหัว ก็ไม่อยากอ่าน และไม่อ่านเลย เยอะมากกกก….5555) แต่เหวิดเมวอันนี้เค้าไม่เครดิตชื่อคุณหมอผู้เขียน เหวิดกันไปเรื่อย ถ้าคุณหมอมาอ่านเจอก็ขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้นะคะ… * _/\_ * _/\_ * _/\_ * _/\_ * _/\_ *

ทศพร

Friday, October 02, 2009

Drive-Thru Flu Shots

เมื่อวานนี้ไปฉีด Flu Vaccine (Influenza Immunization) หรือ Seasonal Flu Vaccine จริงๆ ก็ฉีดทุกปีแหละ แต่ไปฉีดตามคลีนิคหรือฟาร์มาซีตลอด ถ้าฉีดตามคลีนิคก็ไม่ต้องทำอะไร เค้าเดินเรื่อง billing & claim กันเอง แต่ถ้าฉีดตามฟาร์มาซี-ต้องเสียตังค์เอง แล้วไปเบิกคืนจากประกันที่หลัง เป็นชาติแหละกว่าจะได้ตังค์คืน บางปีก็ลืมเคลมประกัน ปีนี้เลยจดจ้องข่าว County Public Health's Free Drive Thru Flu Shot Clinic มา 2-3 วีคแล้ว ปีก่อนก็พลาดไปที ปีนี้อิชั้นไม่พลาดแน่ๆ จริงๆ มันเพิ่งมีบริการแบบนี้มาไม่กี่ปีมั๊ง ไม่แน่ใจเพราะของฟรีบางอย่างก็ “แหวะ” มากๆ ถ้าต้องไปแออัดยัดเยียดเบียดเสียดเพื่อแย่งกัน อิชั้นก็จะ ถอยดีกว่า ม่ายอาวววว…ดีกว่า เพราะแถวนี้คนเม๊กซิกันที่เข้าเมืองผิดกฏหมายเยอะมากกกกกก…. เวลามีอะไรฟรีก็เดาได้เลยว่าพวกนี้ต้องโห่มาเป็นร้อยๆ ลูกเต้าสกปรก ขี้มูกยืด อิชั้นก็กลัวบุตรธิดาของอิชั้นจะติดโรคที่เค้าลือกันว่าเกือบสาบสูญไปจากโลกนี้ มันคือ TB - Tuberculosis (tubercle bacillus) วัณโรคนี่น่ากลัวมากเน๊าะ ไอ้พวกนี้แหละที่ bring it back to life 5555 แล้วมีลืออีกว่า… พวกนี้เป็นทีบีกันเยอะ ส่วนไอ้ไข้หวัดหมู H1N1 ก็ต้นตอมาจากเมืองคนยากในเม๊กซิโก แล้วก็ระบาดลุกลามไปทั่วพื้นปฐพี ไอ้พวกนี้ก็เลยเอาเข้ามาเผื่อแผ่ซะด้วย ระบาดเหนือจดใต้แคลิฟอร์เนียหลายสิบเคส ได้ยินมาว่าแถวๆ นี้ก็มีอยู่ 4-5 เคส

การไปรับวัคซีนคราวนี้เป็นการขับรถเข้าไปแบบ Drive Thru บริการมาที่รถเลย ไม่ต้องเปิดประตูออกไปนอกรถ 5555 เปลี่ยนเกียร์ไปที่ P แล้วใส่เบรคมือ เจ้าหน้าที่ก็มายิงให้ที่หน้าต่างเลย ประทับใจมากๆ (แล้วก็มั่นใจได้ว่าพวกที่กล่าวถึงข้างบน…มันไม่มาเกะกะแน่ๆ เพราะส่วนใหญ่ไม่มีรถราใช้กัน 555) เห็นมีคนนึงขี่จักรยานมาเข้าคิวกระดื๊บนี่ด้วย ก็ขี่คร่อมไว้ แล้วเอาเท้ายันพื้นเลื้อยตามเค้าไป โชคดีที่อากาศไม่ร้อน ประมาณ 70°F กำลังสบายเชียว แล้ว breezy หน่อยๆ ด้วย อีตาคนนั้นก็เลยดูสบายๆ ตามอากาศไปด้วย

page-1

พอขับรถเข้าไปในบริเวณที่ให้บริการ รถเยอะเลยว่ะค่ะ ขับเข้าแถวไปเรื่อยๆ เห็นฝั่งตรงข้ามในลานจอดรถเค้ากำลังทิ่ม แทงกัน บางคันก็มีเจ้าหน้าที่รุมทั้ง 4 หน้าต่างเลย เพราะบรรทุกมาเต็มลำ 555 ก็ขับรถกระดื๊บๆ ตามๆ เค้าไป คิดว่าสุดลานจอดรถที่ปลายตาโน่นก็จะได้ขับวนมาเข้าแถว 4 แถวที่เห็น พอกระดื๊บไปจนสุดลานจอดรถ โอ มาย บุ๊ดด้า…. รถอีกเป็นร้อยๆ เห็นอยู่ลิบๆ โน่น เกือบถอดใจ แต่เข้าแถวมาแล้วแตกแถวออกไปไหนไม่ได้ เสียเวลาคืบคลานตั้งนานกว่าจะมาถึงตรงนี้ คุณตำรวจก็โบกๆ ให้ตามตูดเค้าไป ตานี้ก็แตกเป็น 2 แถว คลานตามกันไปช้าๆ รอบ Fairground ลูกชายอิชั้นที่ต้องเอาติดมาด้วยเพราะไม่รู้จะเอามันไปทิ้งไว้ที่ไหน 555 พ่อคุณก็เริ่มหงุดหงิด ไม่ได้เตรียมอะไรให้ลูกไปกินไปเล่นในรถด้วยสิ แล้วไอ้บริการนี่ก็มีแค่แป๊บเดียว 9.30 –11.00 พอลูกเริ่มงี่เง่า อิแม่ก็หงุดหงิด แถมไม่ได้ขับรถค่อยๆ คลานเหมือนตอนอยู่กรุงเทพฯ มานานมากแล้ว เหยียบเบรค เลียเบรค ชักเมื่อยวุ๊ย จะหันไปเอนเทอร์เทนลูกก็ลำบาก เดี๋ยวจะไปทิ่มดากอีแคดิแล๊คข้างหน้าเข้า ก็เลยชวนลูกคุย ดูรถราทั้งหลาย ชี้โบ๊ชี้เช๊กันไปเรื่อย เมื่อยขนาดดดดด……. สรุปว่าไปขับรถเหยียบเบรคอยู่นั่น 1 ชั่วโมงเป๊ะๆ เลย

page-2

ในที่สุดก็วนมาจนถึงตรงที่เค้าให้แยกเป็น 4 แถว ก็คลานตามๆ เค้าต่อไป แต่เริ่มมีเจ้าหน้าที่และ volunteers มาทักทาย แจกเอกสารสารพัดที่ละใบ 2 ใบ ป้าคนถัดไปมานับว่ามีกี่คนที่ต้องฉีด (หมายถึงฉีดตรงนี้ได้ ถ้าอายุต่ำกว่า 12 และเกิน 65 ต้องไปพบแพทย์และฉีดตามคลีนิค ไอ้ตี้ก็รอดตัวไป แต่ต้องพาลูกไปฉีดแหละ) คนต่อมาก็ให้กรอกชื่อ เซ็นชื่อ คนต่อไปเอากล่องรับบริจาคขอรับบริจาค ก็เลยหยอดไป 5 เหรียญ ไปฉีดตามคลีนิคก็หลายตังค์อยู่ 3-40 เหมือนกัน (มีอยู่ปีนึงไปลองของใหม่ เป็นวัคซีนแบบพ่นจมูก nasal-spray flu vaccine กัน 3 คน ตอนนั้นไอ้ตี้ยังไม่มาจุติ 555 นั่นฟาดเข้าไปคนละ 79 เหรียญเชียว แถมอิแม่มันลืมเคลมประกัน อิพ่อมันก็ลืมถาม ใบเสร็จเหน็บตรงโน้น ยัดตรงนี้ เนิ่นนานเข้าก็ลืม หาไม่เจอ ปีนั้นก็เข้าเนื้อไป) พอถึงปราการด่านสุดท้าย เจ้าหน้าที่มาแบบพร้อม มือนึงถือเข็ม อีกมือนึงถึงแผ่น L-ก-ฮ (Alcohol Swab) หน้าตาไม่เป็นมิตรเท่าไหร่ บอกให้เอาแขนห้อยลงข้างตัวแล้วรีแล๊กซ์ แล้วเธอก็เช็ดปุ๊บ ทิ่มปั๊บ จบ เสร็จ ขับรถวนออกมาแบบงงๆ เสร็จแระ 555 (ลืมถ่ายรูปซะนี่ เพราะตั้งแต่ถึงตอนเริ่มมีคนมาแจกเอกสารต่างๆ มากันแบบไม่ทิ้งช่วงให้หายใจเลยแหละ บูมๆๆ Done! Bye Bye! อดถ่ายรูปมาอวดเลย)

แล้วต้นพฤศจิกายนจะมีวัคซีน H1N1 มาให้บริการแบบนี้อีก ดูข่าวเมื่อคืน แคลิฟฯ เพิ่งได้มาแค่ 1.5 ล้าน shots ก็ต้องแจกจ่ายไปตามเคาน์ตี้ต่างๆ ให้ทั่วถึง แล้วทุ่งกุลาที่อิชั้นอยู่จะได้แบ่งมาเท่าไหร่วะเนี่ย เอาวะ จะจดจ้องติดตามข่าว เค้ามีให้ฉีดเมื่อไหร่ อิชั้นก็จะไปในทันใดเลยเชียว คงต้องพาลูกๆ ฉีดที่คลีนิค ส่วนอีซะมีไม่ต้องห่วง เพราะมีบริการฟรีไป “เสย” ที่ทำงานเลย 5555

ถือว่าเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ในชีวิต อะไรที่ไม่เคย ก็ไปลองซะจะได้เคย 5555 เลยเอามาเล่าสู่กันฟัง

Friday, September 25, 2009

Crocs Attack !! ถูกรองร้องเท้าไอ้เข้บุก 555

จากโปรโมชั่นนี้ค่ะ

Crocs_Promotion

สั่งไปเมื่อวันอาทิตย์ ได้รับของวันนี้ (ศุกร์) ค่าส่งฟรี มาเปิดกล่องกันเลยค่ะ

ShoesPage-17

ไอ้ 4 คู่เหมือนนั่น คือ หนาวนี้เราจะเดินเป็นแฝดกันทั้งบ้าน พ่อ แม่ ลูกสาว ลูกชาย 5555 รองเท้าไอ้เข้รุ่นนี้ ใส่สบาย อุ่นเท้า (ตอนอากาศหนาว) มีใส่อยู่คนเดียวมาหลายปีแล้วค่ะ ใส่ไปร่อนซื้อข้าวของได้สบาย ถ้าไปขึ้นเขาลงห้วยล่ะก้อ ไม่ไหวแน่ๆ แต่พวกเราเน้นเอาไว้ใส่เดินเพ่นพ่านในบ้านเท่านั้นค่ะ สวมใส่-สลัดเตะออกจากเท้าได้ฉับๆ ไอ้มิกกี้สีแดงนั่นเป็นของลูกๆ ค่ะ จริงๆ อิแม่ก็อยากได้แหละ เอาไว้ใส่เหมือนลูกๆ แต่ไม่เอาดีกว่า มันไม่รับหน้าจริงๆ ค่ะ 5555 แล้วลูกสาวเดี๋ยวนี้ก็ใส่รองเท้าใหญ่กว่าแม่ไป 1 ไซ้ส์แล้ว ถ้าหากมันไม่ใส่ แม่ก็คงพอใส่ถูๆ ไถๆ ลากไปลากมาแถวๆ นี้ได้ (มั๊ง)

ShoesPage-18

ดูจากออเด้อข้างล่าง ก็ไม่ได้ถูกอะไรมากมาย เพราะรองเท้าจากสปริงซีซั่นก็ได้ลดราคาลงไปแล้ว ไอ้ 4 คู่เหมือนก็ซื้อมาราคาเต็มๆ เลย ทีแรกจะไม่ซื้อให้นังซะมี เพราะคิดว่าคงไม่ใส่แน่นอน ลองแย๊บถามดู ข้าจะซื้อแบบนี้ใส่กัน เอ็งจะเอาด้วยหรือป่าว พี่แกก็เอ็ดตะโรมาเชียว “อะไรๆ ก็ให้กรู left-out อยู่คนเดียว ….เอาด้วยคู่นึง” พ่อจะเอา…แม่ก็จาดห้ายยยย…. แม่จะได้เลือกรองเท้าให้ตัวเองอีกคู่นึง 555 แต่รองเท้าจากสปริงซีซั่นที่ให้เลือกฟรี ก็ไม่ได้มีให้เลือกมากรุ่นหลายแบบหรอกนะคะ รุ่นที่เราชอบ ก็ไม่มีสี หรือ ไซ้ส์ที่เราต้องการ เลยได้มาอย่างที่เห็น กลายเป็น ธีม “แดง-ดำ” ไปโดยไม่ได้ตั้งใจ

Crocs_Promotion-01

Monday, September 21, 2009

หายไปนานเลย กลับมาอั๊พซะหน่อย

จริงๆ มีเรื่องต้องมาเล่าสู่กันฟังเยอะแยะ แต่… แหม…. มันนานแล้ว หลายๆ เรื่อง แก่แล้วชักเลอะเลือน แถมไม่ได้เอามาเล่าสดๆ ฉับๆ มันไม่มันส์นิ เป็นว่า…เอาของที่ซื้อไว้มาแปะให้ดูดีกว่า จริงๆ ซื้อเยอะแยะ เละเทะ จับฉ่าย มีทั้งที่ กิน ใช้ หมดไป เยอะเชียวค่ะ เอาแต่ที่ถ่ายรูปเก็บไว้มาดูกันดีกว่านะคะ

อันนี้เป็นกระเป๋าของอิชั้นเอง ไม่มีกะตังค์ซื้อไฮเอนด์แพงๆ กะใครเค้า แถมโอกาสจะใช้กระเป๋าเริ่ดๆ ดีๆ ก็มีน้อย จะแบกจะถือไปอวด โลโซ โค กระบือ แถวๆ นี้ก็ไม่เกิด “คุณ” หรือ ทำให้อิชั้นสุขสำราญใจแต่อย่างใด 55555 กระเป๋าที่เลือกใช้ (เลือกซื้อ) ส่วนมากคำนึงถึงความ versatile เป็นหลัก มันต้องเอนกอนันต์คุณประสงค์มากๆ ลากไป ฟาดมา ยัดเข้าไป เทออกมา ได้อย่างทนทาน และ “ความจุ” นี่ก็สำคัญยิ่งยวดจริงๆ เพราะยังต้องพกพาสารพัดสิ่ง เหน็บไดเป้อร์กับเบบี้ไว้พ์ของลูก บางทีล้วงไปมาเวลาจะจ่ายตังค์ซื้อของมีให้หน้าแตกแหกหลุดเป็นชิ้นๆ สิ่งที่ไม่น่าจะพบในกระเป๋าของบุคคลทั่วๆ ไปแต่สามารถพบเห็นได้ในกระเป๋ายอดคุณแม่อย่างดิฉัน เช่น รถ-เครื่องบิน-ของเล่นของลูก ผ้าขี้ริ้วเปียกๆ (ผ้าเช็ดจาน-เช็ดโต๊ะ) รีโหมตโทรทัศน์ รองเท้าของลูก (เพียง 1 ข้าง) แอ๊ปเปิ้ลที่ถูกกัดแหว่งๆ เหี่ยวๆ สีน้ำตาลเน่าๆ สารพัดกระดาษห่อขนมของคบเคี้ยว ฯลฯ คิดกันเอาเองเถอะค่ะ อุบาทว์จริงๆ วกกลับเข้ามากระเป๋า 2 ใบล่าสุด

ใบแรก เป็น PUMA (PUMA Campus Handbag สี Fiesta Red/Deep Wisteria) ชอบกระเป๋าพูม่า เพราะราคาไม่แพง ใช้ได้เรื่อยๆ ในวันสบายๆ คุณภาพก็เหมือนกระเป๋ากีฬาทั่วๆ ไป ไม่ได้แข็งแรงเลิศเลอเป็นพิเศษอะไร แต่มีแบบและขนาดให้เลือกมากดีค่ะ มีอยู่แล้ว 4 ใบ ต่างขนาด ต่างสี และต่างวัสดุ ใช้แล้วก็ติดใจ ใบนี้ใหญ่ Dimensions กำลังดีเลย 15" wide x 8" high x 5" deep แล้วหูก็สะพายใส่ไหล่อ้วนๆ ได้สบายๆ วันแรกที่ใช้ก็เกิดมีขำ ไปรับลูก เจอรถบรรทุกของ FedEx จอดอยู่ข้างๆ โห…. สีเดียวกับโลโก้เค้าเลย 555 แม่ง-สวด….ม่วง-แสด เหมือนกันเปี๊ยบเลยจ้า ลูกขำใหญ่ มีอีกวันต้องไปทานเลี้ยงกับนังซะมี ก็ขี้เกียจเปลี่ยนกระเป๋า เดินขึ้นรถโดนอีปั๋วแว๊ด…. ไปเปลี่ยนกระเป๋าเลยอีอ้วน อายเค้ามั่ง แก่แล้วนะ เดี๋ยวเค้านึกว่าถือกระเป๋าลูก ก็เลยไปจกๆ โยนๆ ของที่จำเป็นใส่ “ลุ๋ยตุ๋ย” ซะให้มันเสร็จๆ จบไป พอกลับถึงบ้านก็จับลุ๋ยตุ๋ยเทของกลับใส่พูม่าใบนี้เหมือนเดิม

Purse_Page-08

กระเป๋าใบต่อมาเป็น Marc by Marc Jacobs Standard Supply Utility Tote (สี Dirty Martini) แค่กระเป๋าเฉยๆ ก็หนักเอาการ ใช้อยู่ 2 วีคก็ต้องเปลี่ยน แต่จุได้ใจ พอมันยิ่งจุ ก็ยิ่งขนสมบัติขยะใส่เข้าไป ก็ยิ่งหนัก พอจะหาอะไรก็แทบเอาหัวเข้าไปงมหา สรุปก็ชอบนะ ดูแข็งแรงดี ราคาไม่แพง ถึงจะเป็นไลน์หนึ่งของน้อง “ยาขอบ” เค้า (เรียก ยาขอบ เหมือนชื่อเบอม่า ชะ ชะ ช่า เลยเน๊าะ 5555)  ขนาด ก้นกระเป๋า 14" xปากกระเป๋า 20" x สูง 11"  พอๆ ก็บ ลุ๋ยตุ๊ย-เนฟเว่อฟูลแหละ แต่หนักกว่าเยอะ โปรดสังเกดไอ้ตรงที่ต่อตัวหูกระเป๋ากับตัวกระเป๋าน่ะ ไม่ค่อยถูกใจเจ้เลย มันเหมือนจะไม่ทน แต่ลองกระชากๆ ดู ก็โอเคแหละ ไม่ขาดคามือ 5555 ซิปที่ปิดกระเป๋าก็ดูแข็งแรงดี มีช่องใส่ของเล็กน้อยและช่องซิปอยู่ด้านใน ถ่ายรูปกระเป๋าทั้ง 2 ใบ ได้ห่วยดี ดูยู่ยี่ยับเยินมากๆ เดี๋ยวงี่เง่าซื้อกล้องใหม่ดีกว่า เพิ่งซื้อกล้อง Canon SD780is ให้เบิ๊ดเดคุณพี่หญิงใหญ่สีแดงแปร๊ดดดดดดด…ให้เค้าแล้วเกิดลมริษยา อยากได้เอง 55555 แต่เล็งๆ G10 อยู่ สองจิตสองใจ วุ๊ย สึแดงมันแดงสะใจจริงๆ มันแดงงงง……หลอนมากค่ะ แล้วจะทำไงดีกับไอ้ 3 ตัวที่มีอยู่ ฮึ่ม

Purse_Page-09

ตานี้ก็มาถึงซื้อรองเท้าให้ลูกสาว เด็กอะไรไม่รู้ teen โตมากมาย ใส่รองเท้าเบอร์ 8.5 แล้วค่า ใหญ่กว่าแม่มันซะอีก คู่แรกก็ Ed Hardy ผีทะเลนั่น งอแงงี่เง่าอยากได้อยู่นานแล้วก็เลย คุณแม่จัดห้ายยย…ค่า พอนังหนูไปเห็น Coach หุ้มข้อเข้า-เธอลังเล อิแม่มันก็บอกนี่แกชั้นพิมพ์แบ๊งค์ไม่ได้นะยะ ทีละคู่ย่ะ เธอก็หน้าหงิกงงสับสนในชีวิตคิดไม่ตก….ไม่รู้จะเอาคู่ไหนดี อิแม่มันเลยใจอ่อน เอาวะ 2 ก็ 2 ไปจ่ายตังค์ แล้วก็บอกย้ำลูกใส่ให้มันคุ้มเงินนะเฟ้ย ข้าวของซื้อมาแพงๆ ต้องรักษา ส่วน teen น่ะ ชะลอการโตไว้บ้างก็ดี เฮ้อ เจือก teen ใหญ่กว่าแม่ แม่ใส่ด้วยก็ไม่ได้ แถมสไตล์ของแม่คุณ อิแม่จะขอประสมทั่วใส่ด้วย คงจะไม่น่าดู 5555 Emo Mommy 55555

ShoesPage-16

ตานี้ก็มาถึง Mario Badescu ที่ขอตัวอย่างไปโกฏปีจนลืม อยู่ๆ ก็เจอห่อในตู้จดหมาย ส่งมาในวันร้อนจี๋ด้วย เลยเยิ้มซะหน่อยนึง ยังไม่ได้ลองเลย ตอนนี้ก็ละเลงพรหล้าไปจนเคยชินแล้ว คล่องไม้คล่องมือ synchronized ได้ดีแล้ว ไม่อยากไปสลับสับเปลี่ยนอะไรตอนนี้ เลยเก็บไปก่อน เดี๋ยวจะเอามาลอง เมื่อชาติต้องการนะคะ

ส่วนเครื่องสำอางราคาเยา NYX ที่เลื่องลือว่าดีเกินราคา ไม่เคยคิดอยากจะซื้อมาใช้ เคยมีดินสอเขียนขอบปากอยู่ 1 แท่ง ก็ชอบแหละ เม็ดสีรุนแรงเข้มข้นชัดเจนดี พออ่านที่เค้ารีวิวกันท่วมท้น ว่า ดี ด๊ ดี ราคา ถู้กกกก ถูก ก็เลยแจ้นไปหามาใช้บ้างคงจะดี อ้าว เฮ้ย หายไปไหนฟะ ทั้งเช้ลฟ์เลย เดินวนหา จนพนักงานเค้ามาถาม หาไรเหรอป้า ก็บอกหา “นิ๊กซ์” อยู่น่ะแก ชั้นหาไม่เจอ พวกแกย้ายมันไปไหน นังพนักงานบอก อ๋อเค้าเลิกขายแล้วป้า เค้าเอาไปเทรวมใส่ตะกร้าตรงโน้นนนนนน ทำปากจู๋ปากยื่นปากยาวชี้ทิศทางได้ชัดเจน  อิชั้นก็รีบโกยไปดู โห…น่าเกลี่ยดมาก เละเทะ จับไม่ลง คนแย่ๆ ที่มันมารื้อไปก่อนทำไว้ซะเละเทะไม่น่าจับต้อง ก็เลยได้มาเท่าที่เห็นในรูป พอมาเช็ดขัดสีฉวีวรรณแล้วจับถ่ายรูป-ก็ยังดูสะอาดน่าใช้ดีอยู่นิ ราคาชิ้นละ 1 เหรียญ ไอ้แป้งโมเสคไฮไล้ท์นั่น เริ่ดมากๆ แต่ถ้าใช้แทนแป้งเลยจะวาวไปนิด ส่วนบลัช 3 สีนั่นก็เม็ดสีเด็ดขาดดี very pigmented มากๆ ขอบอก ไม่เคยมีบลัช NARS อันโด่งดัง แต่เค้ารีวิวกันว่าสู้น้องนางบ้าน “นาส์” ได้สบายๆ ที่ทาตา 4 สี นั่นก็ดีสีเข้มเหมือนเห็นในตลับ ทาเฉยๆ ก็งั้นๆ ทาทับ primer โอ มาย บุ๊ดด้า เลยค่ะ เนียน ติดแน่น สีชัด ตลอดวัน ลิพกลอส จริงๆ ไม่กล้าซื้อเพราะ มันเยิ้มแหวะๆ ก็เปิดดูว่าปลายพู่กันขนยังขาวสะอาดไม่มีใครบีบลองใช้ เป็นพู่กันด้วยเลยอยากลอง ลิพกลอสก็คือลิพกลอส ทาแล้วก็มันเยิ้มสวยดี สีชัดเช่นกัน เหมือนเพิ่งกินตูดไก่ตอนมาหมาดๆ ทาเดี่ยวๆ กินๆ พูดๆ ไม่นานก็หายไป ทาทับลิพสีก็ทำให้สดใสแวววาวงามแงะขึ้นเยอะเลยค่ะ สรุป ถูกใจค่ะ แถมราคาที่ได้มาก็สะใจด้วยค่ะ คุณลูกสาวอยากทาเล่น เอาเลยลูก แม่ไม่หวงเลยค่ะล๊อตนี้ เดี๋ยววันไหนว่างๆ จะไปลองขุดคุ้ยมาเพิ่มอีกซักหน่อย 55555

ThingPage-10

อันนี้เป็นกระเป๋าใส่แปรงแต่งหน้า ของ The Boby Shop ที่น้องกุ้ง (pongampy) ส่งมาให้ค่ะ มิตรภาพดีๆ บนเน็ทมีจริงๆ นะคะ ยังไงก็ขอบคุณน้องกุ้งคนงามน้ำใจงามมากๆ นะคะ คงกำลังเที่ยวเมืองไทยสนุกยกใหญ่ กลับมาแล้วอย่าลืมส่งข่าวนะคะ จบแค่นี้ก่อน แล้วเดี๋ยวนึกอะไรออกจะมาเล่าให้ฟังค่ะ

BrushesPage-11

Have A Nice Day Everyone.!.!.

EcoEgoMama-01

Saturday, September 05, 2009

วิธีการถ่ายรูปแอ๊บแบ๊วแบบมืออาชีพ

 

แควนๆ ที่คิดถึงโปรดแซบ อิชั้นห่างหายไปจากบล็อกเสียนาน ยังไม่ตายนะคะ ยังดีอยู่ วุ่นวายไม่มากมายแต่มันร่ำไรเป็นปกติ เดี๋ยวจะมาบอกเล่าว่าทำไรบ้างถึงหายหัวไปเสียนาน วันนี้มาขอมักง่ายอีกที ทำงานที่ถนัด “ก๊อป+แปะ” อย่างชำนาญชาญเชี่ยวและหน้าไม่อายเช่นเคย อ่านแล้วขำๆ เลยต้องเอามาแบ่งกัน จริงๆ ขัดข้องใจมานานแล้ว กับรูปสาวน้อยสาวใหญ่สมัยนี้ที่ถ่ายรูปแล้วต้องทำปากจู๋ 5555  เอ้าขอบคุณต้นทางซะหน่อย …..

Thanks > >  http://atcloud.com/stories/48796

 

วิธีการถ่ายรูปแอ๊บแบ๊วแบบมืออาชีพ

ที่มาของการถ่ายรูปแอ๊บแบ๊ว...
การ ถ่ายรูปแอ๊บแบ๊วเป็นส่วนผสมของการถ่ายรูปบุคคล (หรือ Portrait) กับภาพ Close-up โดยไม่ทราบที่มาแน่ชัด แต่หลักการของการถ่ายรูป แอ๊บแบ๊วนั้น จัดได้ว่าถ่ายง่ายมาก แต่บางทีก็ติดที่ข้อจำกัดของตัวแบบเอง หรือขีดความสามารถทางด้านการสร้างสรรค์มุมกล้อง และมันสมองคนถ่าย

ซึ่งก็มีทฤษฎี หนึ่งที่เชื่อกันว่า ท่าทางแอ๊บแบ๊วนั้นมาจากพฤติกรรมของสัตว์โดยเฉพาะสัตว์น้ำครับ ซึ่งผมจะอธิบายไว้ในช่วงถัดไปว่ามันมีที่มายังไงอีกทีแล้วผลก็คือเมื่อนำมา รวม ๆ กันแล้วก็จะได้ท่าที่เรียกได้ว่า "แอ๊บแบ๊ว" ออกมากลายเป็นมุมกล้องที่ดูน่ารัก น่าหยิกที่สุด เท่าที่สมองมนุษยชาติ(บางคน)จะคิดได้
อุปกรณ์ก่อนแอ๊บแบ๊ว


กล้อง ถ่ายภาพ ซึ่งก็ควรจะเป็นกล้องโทรศัพท์มือถือ หรือกล้อง Compact เท่านั้นเพราะการใช้กล้องระดับ Digital SLR นั้น มีแต่จะก่อให้เกิดอุปสรรคในการถ่ายรูปถ้ากล้องไม่ตกใส่กบาลจนหัวแตกเลือดซิบ แขนที่ถือกล้องอยู่ก็อาจมีกล้ามขึ้นได้ที่สำคัญไม่ได้ไปถ่ายภาพสารคดีหมี ควาย ไม่ต้องไปใช้กล้องเทพระดับพระเจ้าก็ได้

หมายเหตุ : กล้องเว็บแคมก็ได้น่อ

หลักการแห่งการถ่ายรูปแอ๊บแบ๊ว

การถ่ายภาพแอ๊บแบ๊วนั้นไม่ยาก แต่ถ่ายอย่างไรให้ดูน่าหยิกอันนี้สิที่ยากยิ่งกว่าเนื่องจากบางคนหน้าตาชวน ให้แสดงออกพฤติกรรมที่รุนแรงยิ่งกว่าหยิกหรือจับหลักการดังกล่าวจะช่วยให้ ท่านแอ๊บแบ๊วได้ง่ายดายแม้หน้าตาท่านจะ Abnormal โดยรูปแบบการถ่ายภาพแอ๊บแบ๊วนั้นมีหลักการง่าย ๆ (แต่สำคัญ)ในการถ่ายดังนี้

1.) มุมแอ๊บแบ๊ว
ซึ่งมุมกล้องแบบนี้เราเรียกว่าอีกอย่างว่ามุมกล้องแอ๊บแบ๊ว หรือ Abbeaw Shotคือ คนจะแอ๊บแบ๊วได้ต้องใช้มุมกล้องในพิกัดนี้เท่านั้น เนื่องจากผมยังไม่เคยเห็นคน แอ๊บแบ๊วคนไหนจะถ่ายแบบสะพานโค้ง หรือแบบลอดขาถ่าย เราจึงกะระยะได้เท่านี้ ที่สำคัญมุมกล้องนี้ถ่ายเองได้ เพราะสามารถใช้มือเดียวในการกดชัตเตอร์ได้สบาย ๆ โดยมุมที่นิยมมากที่สุดคือมุมสูง (ประมาณ 30o-50o) เพราะจะทำให้หน้าตาดูแบ๊วได้ใจ ที่มุมกล้องในระดับนี้ได้รับความนิยม คาดว่าน่าจะมาจากปัจจัยที่ทำให้ใบหน้าโดดเด่นได้รูปเป็นที่สุด

มุมกล้องที่ถูกหลักมาตรฐานแอ๊บแบ๊วสากล

 

2.) การแต่งหน้าแอ๊บแบ๊ว
ถ้า ท่านรู้ตัวว่าหน้าตาท่านไม่ดี เหมือนผีตายทั้งกลมชุบแป้งทอด ก็ขอให้ท่านแต่งหน้าด้วยการแต่งหน้าแบบแอ๊บแบ๊วจะไม่ยากมาก ก็คือแต่งหน้าธรรมดา ๆ ไม่ต้องถึงขั้นลิเกนั่นแหละคือไม่ต้องรองพื้นมากเหมือนโรยปูนขาวในงานกีฬาสี เอาบาง ๆ ก็พอ ถ้าพ่อไม่ได้ทำแป้งขาย ที่ต้องขับเน้นก็คือรอบดวงตา เพราะจะต้องทำตาโต เหมือนกับที่บ้านถูกหวยแจ๊กพ็อต 38 ล้าน แก้ม...อันนี้สำคัญ ทางที่ดีแก้มควรจะมีสีแดงระเรื่อ เป็นแก้มก้นโดนเตะด้วยรองเท้า Combat ริมฝีปาก อันนี้ก็ใช่ ให้ทาลิปมันไว้ด้วย อย่าให้คล้ำซีด ถ้าไม่มีลิปให้ต่อยปากเอาู รับรองแดงได้ใจ

3.) การทำหน้าแอ๊บแบ๊ว
สำหรับการทำหน้าให้ถูกสนธิสัญญาแอ๊บแบ๊วสากลนั้น หลักใหญ่ใจความไม่ยากมากนักหรอก
คือการทำหน้ามันไม่ยากนะครับ มันก็จะประมาณเอาสัตว์น้ำหลาย ๆ ชนิดมาผสมข้ามพันธุ์กันดังนี้

  • ดวงตา : จะคล้าย ๆ ปลาตีน ใครเคยเห็นปลาตีนคงรู้ดี เพราะตามันโตใสแบ๊วมาแต่ไกลเลย
  • แก้ม : เหมือนปลาทอง แต่เป็นปลาทองตะกระที่อมซากุระไว้ในกระพุ้งแก้มแบบเต็มความจุนะ
  • ปาก : ปลาซัคเกอร์ (ปลาเทศบาล) คือทำปากให้ประมาณว่าจะเล็มตะไคร่ที่หน้าดินใต้น้ำได้สบาย ๆ
  • รวม ๆ แล้ว = จาจาบิงส์ จาก Star Wars: Episode I - The Phantom Menace...

4.) การจัดท่าทาง
บาง คนการแสดงออกทางสีหน้ายังไม่แบ๊วพอ จึงต้องใช้ท่าทางเข้าช่วยเพื่อเสริมพลังแอ๊บแบ๊วโดยการออกไม้ออกมือจะช่วย ท่านได้ การเอานิ้วจิ้มแก้ม หรือทำตัววี (Victory) เป็นท่าสิ้นคิด ส่วนใหญ่แล้วก็ไม่หนีกันไปไหน ท่าก็จะสิ้นคิดคล้าย ๆ กัน บ่งบอกถึงระดับสติปัญญาคนทำท่าว่าลอก ๆ ตามกันมา จนกลายเป็นรูปแบบพื้นฐาน ใครคิดท่าอื่นจะผิดผี หาใช่วิถีแห่งแอ๊บแบ๊วไม่

5.) การตกแต่งภาพ
จาก ผลสำรวจบอกว่าร้อยละ 35% ขึ้นไปของผู้แอ๊บแบ๊ว จะต้องเอาภาพผ่านโปรแกรมตัดต่อรูปเนื่องจากการถ่ายภาพแอ๊บแบ๊วส่วนใหญ่นั้น จะเป็นการถ่ายแบบ Close Up คือถ่ายระยะประชิดดังนั้นสิวเสิว ตีนกงตีนกา ขอบตาคล้ำมันจะออกมาหมด แถมบางทีจะชัดยิ่งขึ้นด้วยแสง Flash จึงต้องนำเข้าสู่ Photoshop ในกระบวนการที่เรียกว่าลวงโลก...เอ้ย...การปรับลดจุดบกพร่อง...

 


คนที่ตัดต่อแต่งเติมได้ขนาดนี้ ไปเปิดคอร์สสอน Photoshop หาตังค์เลยดีกว่า...

ข้อเสียคือ...ใครเข้าสู่วิธีการนี้แล้ว "มักหยุดไม่ได้" เพราะ มันส์มือมาก แต่งภาพกันสนุกสนานมีสิวลบสิว มีตีนกาก็ทำหน้าเด้ง อ้วนไปก็บีบภาพซะ หน้าดำไปก็ทำให้สว่าง ซึ่งพอทำไปทำมาแล้ว บางทีออกมาแล้วไม่ใช่คนเดิม หรืออาจถึงขั้น "ไม่ใช่คน" คือใสมาก เหมือนตุ๊กตา ใสจนควายดูก็รู้ว่าแต่งภาพ

ดังนั้นเมื่อท่านเข้าสู่กระบวนการนี้แล้ว จึงควรกระทำอย่างมีจรรยาบรรณ พอเพียง และจิตสำนึกที่ดีต่อสังคมด้วยครับ

ติดตามเพิ่มเติมที่เว็บเจ้าของข้อมูล โปรดคลิ๊ก  http://phuphu.exteen.com/20080331/entry

Monday, August 10, 2009

วันนี้ไปจ่ายตลาด (ฝรั่ง) มาจ้า

 

จะทำสตูว์ลิ้นวัน first time in my life…hope it’s not the last 5555 ลิ้นมีแล้ว ไปล่าอย่างอื่นมาเพิ่ม หมดไป $41.- เป๊ะๆ หมดตูดเลย เฮ้ออออออ……

KitchenPage-12

อันแรกไม่เกี่ยวกับสตูว์…คุณแตงโมค่า แม่เดินเลือกซื้อพืชผัก ไอ้ลูกสองตัวขนใส่รถซะนี่ พอเช็คราคาแล้วทนได้เลยยอมๆ กันไป ส่วนแคนตาลูปเค้าลดราคา เลยลากมาเก็บไว้ มะเขือเทศกับมันฝรั่งซื้อมาแบบราคาปกติ

 

KitchenPage-13

ไอ้กะหล่ำปลี ผักกาดขาว เนคทารีนขาว แครอทก็ซื้อมาราคาปกติ ส่วนไอ้มะม่วงราคาพิเศษจากลูกละ 69 เซ็น เลือกแข็งโป๊กมาทั้งหมดเลย อยากกินปลา (ทูน่ากระป๋อง) ฟูยำมะม่วงเฟ้ย เกลียดตอนทอดปลาฟู เปลืองน้ำมันแถมกระเด็นโพดๆ มะม่วงกรอบๆ เหลืองนวลๆ เปรี้ยวๆ แบบนี้ จิ้มพริกเกลือหรือทำกะปิหวาน …แค่คิดก็น้ำลายสอ 555

 

KitchenPage-14

ไอ้ติมกระป๋องเล็ก กับยาคูลท์ นานๆ เจอที อีรอมเห็นแล้วกรี๊ด… เหมือนที่เมืองไทยเลยนะแม่ อยากกิน อยากกิน โดยเฉพาะยาคูลท์เห็นแต่โฆษณาทีวี ไม่เคยเจอตัวเป็น นี่เป็นครั้งแรกที่เจอเลยซื้อให้ลูกแถวนึง ถึงบ้านอีรอมก็ดวดทีเดียว 2 ขวดรวดๆ ส่วนไอ้ตี้จิบปุ๊บ…มองหน้าพี่กับมองขวดสลับกันไปมา 20 รอบ เหมือนจะบอกว่า…อึงแด๊กเข้าไปได้ยางงาย…. 5555 อีหนูดีไปเลือกแว๊คกี้แม๊คแบบลายและสีรวมมิตร จะให้แม่ผัดให้กิน ถึงต้องซื้อกระหล่ำปลีมาไง แล้วก็กระเทียมด้วยอีก 1 ปอนด์ ส่วน โฮโฮส์ กับ ทวิ๊งกี้ นั่น โฮโฮ เป็นของไอ้ตี้ ทวิ๊งกี้เป็นของพี่มัน โซ้ยกันใหญ่-รอกินสตูว์แม่ไม่ไหว ดีนะมันกินขนมพวกนี้ก่อนพ่อกลับบ้าน ไม่งั้นโดนผัวด่า…เก่าๆ เดิมๆ ซ้ำซาก…ว่า เอาทัพพีจ้วงน้ำตาลแล้วจับกรอกปากลูกเลยจะง่ายกว่ามั๊ง แหงะ…เบื่อ

KitchenPage-15

โทเมโท่เพสต์กระป๋องเล็ก เค้กมิกซ์ก็ซื้อมาราคาเต็มๆ เพราะไม่ได้ไปจ่ายตลาดฝรั่งแบบนี้บ่อยๆ มีแต่จดให้อีก๊อตไปจัดหามาระหว่างทางก่อนกลับบ้าน ส่วนไข่นั่นเป็นโปรโมชั่นออฟเดอะวีคเลยน้าาาา…. แต่ให้ซื้อได้แค่คนละแผง พอดีคนเข้าแถวรอจ่ายตังค์ยาวย้วยมาก จะวนไปอีกก็เสียเวลา จะให้ลูกไปรอจ่ายอีกแถวก็อันตราย คนเยอะ เป็นห่วง เลยกะว่าพรุ่งนี้จะไปลากมาเพิ่มอีกซัก 2 แผง กินให้มันจุกอกตายตกตามกัน 5555

IMG_1234-s

โฉมหน้าของสตูว์ อร่อยมาก ลากเอาหม้อความดันออกมาจัดการพิฆาตความเหนียว 10 นาทีทอง นุ่มกำลังดีเลย-ไม่เปื่อยมากเกินไป พอหม้อผายลม “ฟุด-ฟิด-ฟืด-ฟาด” ไอ้ตี้ตาหูเหลือกวิ่งมาแอบมอง ตอนแอบมองเกาะขาแม่แน่นเลย กลัวซ้าาาา…555 ลิ้นนุ่มกำลังดี อร่อยมาก อีรอมกินจนเดินไม่ไหว… ยกนิ้วโป้งให้แม่มันทีเดียว 4 นิ้วเลย (มือ+ตรีน) อีก๊อตก็ไม่ยอมแตะซักคำเช่นเคย อันไหนเมียทำเบ้ปากใส่…ชินแล้ว เสียใจเล็กๆ ตอนบอกให้ชิมก็ไม่ยอมชิม เพราะทำยากเย็นกว่าจะทำสะอาดลิ้นได้เกลี้ยงเกลา ก็ดี เก็บไว้กินกับลูกไม่ต้องมีใครแย่ง Ox Tongue Stew หม้อนี้เรียกว่าประสบความสำเร็จมากกกกกก… เดี๋ยวเจอลิ้นถูกๆ จะไปลากมาขังไว้ในฟรีซเซ่อร์เยอะๆ เลย เอาไว้ทำสตูว์ หรือตัมในหม้อความดันแล้วมาหั่นจิ้มน้ำปลาพริกเฉยๆ หรือทำจาน “ระยำ” ก็คงอร่อยดี

Have A Nice Weekend Everyone..!!

Thursday, August 06, 2009

หายคิดถึง Sa Sa ไปหน่อยนึง

Sa Sa เป็นร้านขายสินค้าเกี่ยวกับความสวยความงามที่มีอยู่ดาษดื่นในฮ่องกง สิงคโปร์ และอีกหลายประเทศในเอเซีย (แต่ไม่ยักกะมีร้านในเมืองไทย ฮึ) ฮ่วย…ไปอ่านกันเองซะ http://web1.sasa.com/corporate/eng/whoweare/coinfo/index.jsp จากที่มีโอกาสได้ไปฮ่องกงและสิงคโปร์ไม่กี่หน ทุกครั้งจะไม่ยอมพลาดร้านซาซ่า แวะเข้าไปแล้วเหมือนโดนสะกดจิต 55555 เดินวกวนไปมา ตื่นตาตื่นใจ ดีอกดีใจเหมือนเค้าจะแจกให้ฟรีๆ 5555 พอมาอยู่ทุ่งกุลาเมืองฝรั่งนานๆ เข้าชักคิดถึงข้าวของกุ๊กกิ๊กน่ารักนาใช้ในร้านซาซ่า แล้วโอกาสที่จะได้ไปฮ่องกงหรือสิงคโปร์ช่างรีบหรี่สิ้นดี คิดอยู่เรื่อยแหละว่ามีก๊ะตังค์เมื่อไหร่นะ เวลากลับเมืองไทยจะพาลูก (ผัวด้วยก็ได้เอ้า..) ไปตะเวนเที่ยว ลาว เขมร เวียดนาน รวมทั้งฮ่องกงและสิงคโปร์ (ทีละประเทศนะ 555)

เข้าเรื่อง เข้าเรื่อง พอดีกำลังอยากซื้อออยสำหรับล้างเครื่องสำอางสัญชาตไอ้ยุ่น อ่านรีวิวไปเรื่อย ไอ้ที่อยากได้ก็หาซื้อในเมกาลำบาก จะไปบิดจากอีเบย์ คิด + – x ÷ ดูแล้ว…แม่ม…แพงเกินเหตุ ก็เลยนึกถึงซาซ่าขึ้นมา  โห…..ขุดหลุมฝังตัวเองนะเนี่ย 5555 เข้าไปในเว๊บเค้า อยากได้ไปหมด จากออยล้างหน้าเลยกลายเป็นเรื่องใหญ่ 5555 มาดูกันว่าได้อะไรมาบ้าง (อ้อ สั่งไปเมื่อวันที่ 27 ก.ค. ได้รับของวันนี้ 5 ส.ค. และสั่งครบ 75 เหรียญไม่ต้องเสียค่าส่งนะคะ ลั๊ล..ลา น่าดู)

ThingPage-02

ของส่งมาในสภาพเรียบร้อยดีมาก กล้องบู้บี้นิดหน่อย แต่เค้าแยกแพ๊คใช้บั๊บเบิ้ลแร๊พแยกห่อเป็นชิ้นๆ อันไหนเป็นหัวปั๊มก็ห่อมาอย่างหนาแน่น “โปร” มากๆ จะไปเคลมว่าของที่ส่งมาแล้วแตกหักไม่ได้เลยแหละ มันจะมาพังเสียหายก็ตอนแกะไอ้แร๊พทั้งหลายออกนี่แหละ พี่แกไม่ขี้หวงเทปเลบ ติดเข้าไป พันเข้าไป 4-5 รอบ เนี๊ยบจริงๆ

 

ThingPage-03

อันนี้เป็นพวกล้างหน้าที่อยากได้มาก…ได้มาแระ สะใจจริงๆ

Shiseido – TISS Deep Off Oil ....ขนาด 230 ml ราคา US$ 18.10 (ไอ้ตัวต้นเรื่อง ทำให้ซื้ออย่างอื่นมาซะมากมาย)

Kanebo – PURENAVI Cleansing Oil ....ขนาด 150 ml ราคา US$ 7.60 ด้วยขนาด ราคา และยี่ห้อที่คุ้นหู จะไม่ลองใช้ก็กระไรอยู่

Kose – SOFTYMO Speedy Cleansing Milk ....ขนาด 230 ml ราคา US$ 4.50 ลองคลีนซิ่งมิลค์ดูบ้าง ถ้าไม่ดีก็กลับไปใช้พอนด์โคลครีม-พี่ไดโนอย่างเดิม

Kose - MOISTURE MILD WHITE Lotion M ….ขนาด 140 ml ราคา US$ 4.50 (อันนี้ซื้อมาเพราะมี อะฮ่า (AHA) 555 และวิตามินซี สรรพคุณที่โวไว้น่าสนใจมากๆ ราคาก็น่าคบหา …enriched with high concentrated Vitamin C. It permeates into skin instantly to suppress the formation of melanin, preventing the appearance of spots and freckles. Blended with AHA Citrus Acid, it helps remove old cuticles to facilitate absorption of whitening ingredient. In addition, marine collagen hydrates skin) ลองเช็ดหน้าดูแล้ว กลิ่น L-ก-ฮ ลอยมาน่าเมาดี เช็ดแล้วหน้าไม่แห้ง มีหนึบๆ หนืดๆ ทิ้งไว้บนผิวหนัง

Kose - Perfect Cleansing Oil ….ขนาด 33 ml (Sample) ราคา US$ 4.00 (ราคาน่าเกลียด เลยซื้อขนาดทดลองมาใช้ก่อน ถ้าดีสมราคาก็อาจจะลงทุนซื้อฟูลไซ้ส์ เทียบราคากับไอ้พวกฟูลไว้ส์ข้างบนดูดิ)

ThingPage-04

Suki – FACE Crystal Loose Powder ....ขนาด 7.5 g ราคา US$ 4.90 อันนี้ซื้อให้ลูกสาว แพ๊คเกจน่ารักโคตรๆ พอลูกเห็นแล้วกรี๊ดๆๆ

 

ThingPage-05

Suki – FACE Compact Powder SPF18 PA++ ....ขนาด 10 g ราคา US$ 8.50 อันนี้ก็ซื้อให้ลูกสาวเหมือนกัน เป็นแป้งพัฟมีซันสกรีน พอเจ้าตัวเห็นแล้วกรี๊ดสลบล้มพับ แล้วฟื้นขึ้นมากรี๊ดใหม่ กล่องกระดาษด้านนอกให้ฟีลลิ่งญี่ปุ่นมากๆ texture ของกระดาษโคตรไอ้ยุ่นเลย อิแม่มัน flashback อย่างแรง เคยทำงานบริษัทไอ้ยุ่นตั้ง 6 ปีนิ แพ๊คเกจแป้งพัฟอันนี้ อิแม่มันไม่มีคำบรรยาย ได้ยินแต่อีลูกพูดซ้ำล้วซ้ำอีก “It’s soooooo…COOL! Thank you mommy!” ด้านหลังมีที่ห้อยพวกชาร์มเหมือนโทสับมือถือด้วย เก๋ซะไม่มี ถูกใจสาวน้อยวันประถมต้นมากๆ

 

ThingPage-09

Suki – EYES 15-Color Eye Shadow Set ....ขนาด 17 g ราคา US$ 4.90 อันนี้ก็ของลูกสาว ซื้อให้ลูกเพราะเห็นสีมันแคนดี้มากมายๆ แต่พอลูกสาวลองใช้ดูทำปากเบะ…. The colors not BOLD as I expected.

Kai - Eyebrow Scissors with Comb (For Right hander) ราคา US$ 5.40 แกะกล่องปุ๊บ ลองใช้ปั๊บ well-made มากๆ ชอบๆๆๆๆๆๆๆ

Marketing - Eyebrow Scissors with Mini-comb ราคา US$ 0.00 (ของแถมค่ะ) ยังไม่แกะ เก็บไว้อย่างนั้นก่อน เพราะอันที่ซื้อมามีหวีเริ่ดกว่าเยอะ

 

ThingPage-06

Naris Up - ACMEDICA Medicated Oil Control Loose Powder SPF15 PA+ ....ขนาด 4 g ราคา US$ 4.90 อันนี้ซื้อมาลองใช้เอง เล็กจิ๋วน่าพกพา แต่ไม่มีกระจก แทนที่จะสะดวกเวลาซับมันเติมหน้าระหว่างวัน ดูแล้วไม่สะดวกหรอก ฝาเกลียว ไม่มีกระจก แต่ก็คงใช้ๆ กันไป มีสารกันแดด เมื่อไหร่เค้าจะผลิตอะไรออกมาแล้วมีส่วนผสมเป็น “สารกันแดก” มั่งว้าาาา…. จะได้ผอมๆ กะเค้าซะที

SHISHIDA – SEISHINDO Eyetape (Slim) ....จำนวน 30 pair(s) ราคา US$ 1.90 ไอ้เทปติดตาซื้อมาให้ลูกสาวเล่น เธอคอมเพลนเรื่องตาไม่มีหล่าวเต้งของเธอตลอด พอได้ของมาลูกดีใจดี๊ด๊า อิแม่ก็ทำไม่เป็น เค้ามี applicator ไม้ง่ามให้มาด้วย เลยเกือบทิ่มตากันบอด มี 30 คู่ ก็ให้มันลองใช้ลองเล่นดู ราคาขนาดนี้อย่าไปคาดหวังมาก ถ้า “เวิ๊ก” ก็โชคดีไป ซื้อกันใหม่อีก

Nexcare - Facial Cleansing Glove ราคา US$ 2.60 รูปร่างหน้าตาน่าเอ็นดูมาก เอาไปล้างทำสะอาดแล้วลองใช้เลย สรุป ไม่เวิ๊กเลยเพราะใช้กับ Skin Balancing Cleanser ของพอลล่าส์ช้อยส์ ซึ่งไม่มีฟอง ถูไปมาฝืดๆ แต่น่าจะโอเคถ้าใช้กับพวกโฟมพวกฟอง lather จะเหมาะกว่า

 

ThingPage-07 

Hakugen – STF UV Cut Oil Clear Film SPF 26 ....ขนาด 50 แผ่น ราคา US$ 2.70 ฟิล์มซับมันมีซันสกรีนด้วย เลยลองซื้อมาใช้ดู ถ้าดีมีการซื้ออีกแน่นอน

Arezia - Egg Shaped Sponge with Case ราคา US$ 0.80 สปันจี้อันนี้จับโยนใส่ช้อปปิ้งคาร์ทเพราะต้องสั่งซื้อให้ครบ 75 เหรียญ จะได้ไม่ต้องเสียค่าส่ง พอเห็นตัวจริง….น่าตาก็น่าใช้ดี มีกล่องใส่ด้วย ดูไฮจีนดี นับว่าถูกใจแบบฟลุ๊คๆ

เชื่อเหอะ….. ต้องมีการออเด้อร์จากซาซ่ารอบที่ 2.. 3.. 4.. 5.. ……. แน่นอน เพราะมีลิสต์จ่อคิวให้ออเด้อร์เพียบบบบบบ…..

 

ThingPage-08

Tips 4m ME 2 U

  • กระปุกยาที่ใช้หมดแล้ว อย่าทิ้ง ล้างทำสะอาดให้ดี ผึ่งให้แห้ง เอามาเก็บแปรงคาบูกิได้ดีทีเดียว
  • ถุงเท้าจิ๋วของเบบี๋ลูกรัก พอโตขึ้นมากลายเป็นลิงทะโมน ก็อย่าเอาถุงเท้าจิ๋วๆ ไปทิ้ง เอามาใส่ตลับเครื่องสำอางต่างๆ ได้ดีนักแล กันกระแทกและขูดขีดหมดสวยได้ คนที่ยังไม่มีเบบี๋ก็เลือกซื้อหาลายน่ารักๆ มาใช้ก็ได้นะคะ ของดีมีประโยชน์ ราคาไม่แพง

 

PhotoFunia_4305b0

Take Care of Yourself

and Each Other.

But Mostly Yourself.

Tuesday, August 04, 2009

หนังหน้าเน่าๆ กับ Paula’s Choice

อิชั้นมีปัญหา ฝ้า กระ สิว แผลสิว ผุผัง คับคั่งด้วยลายแทง อุบาทว์มากๆ แต่งหน้าก็พอปกปิดได้บ้าง แต่พอส่องกระจกตอนหน้าเปลือยๆ เฮ้อ…. เหนื่อยใจ ถึงผิวหน้าจะ สะอาด นุ่ม ชุ่มชื้น น่าพอใจ ด้วยพยายามบำรุง ดูแล ตามฐานะ (ไม่เคยหาหมอ หรือ รักษาหน้าตามคลีนิดใดๆ เพราะเป็นหมอผีเอง 5555) แต่ร่องรอยลายแทงที่รายละเอียดมากมายดั่งศิลาจารึก ไม่เคยทิ้งหนีหายไปไหย อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่วัยทีน โดยเฉพาะแผลสิว เพราะมือบอนระดับแชมเปี้ยนโลก ชอบ แกะ เกาหน้า เป็น son ดานไม่ดีที่แก้ไม่หาย เคยมีนายฝรั่งเดินมาเคาะโต๊ะตอนนั่งทำงานให้หยุดแกะเกาหน้า แถมตักเตือนว่า เสียบุคลิกและทำลายฟามสวยที่มีอยู่นิดนึง เค้าบอกเค้าจับตาดูอยู่เป็นปีแล้ว จะเตือนหรือไม่เตือนดี ยูไม่ใช่เด็กๆ แล้วตักเตือนกันแบบเด็กๆ เดี๋ยวจะโกรธกัน ในที่สุดอดรนทนไม่ได้ จัดการมันซะหน่อย 55555 อิชั้นรู้ตัวดีว่าเวลาเครียดๆ งานยุ่งๆ ถ้าไม่แกะเกาหน้า ก็เกาหัวกะบาล แก่กๆๆๆๆๆ ก๊ากกกกกก….. ถึงเดี๋ยวนี้ก็เถอะ ยังไม่เลิกค่าาาาาา โรคจิตนี้ยังไม่ได้รับการรักษา หนูๆ น้องๆ โปรดอย่าเอาเป็นเยี่ยงอย่างนะคะ จบ…เรื่องที่มาของหน้าเน่าๆ

under-construction 

น่ากลัวนิดนึงนะคะ รูปซ้ายคือหน้าปล่าวๆ รูปขวาคือตอนที่ใส่หน้ากากช่วยปกปิดลายแทงได้บ้าง แสงต่างกัน-มันเป็นปัจจัยที่เหนือการควบคุม ถ่ายต่างกรรมต่างวาระและไม่ได้มีจุดประสงค์ว่าจะเอามาประจานตัวเองแบบนี้ 555555 เซ็นเซ่อร์ดีฝ่า อายหนังหน้ามากกกก

ด้วยกระแสที่แรงมากๆ ของ Paula’s Choice ก็เลยต้องดิ้นรนไปหามาใช้กะเค้าซะหน่อย เผื่อจะหน้าตาเป็นผู้เป็นคนกะเค้าบ้าง 5555 ส่วนสกินแคร์ที่ใช้อยู่ก็เลยกลายเป็นลูกเมียน้อย set aside ไปซะแล้ว 5555 ไม่ใช่ว่าพวกที่ใช้อยู่ก่อนไม่ดี อิชั้นรู้สภาพหนังหน้าของตัวเองก็เลยไม่ได้คาดหวังว่าผลิตภัณฑ์ชั้นฟ้าหน้าไหนก็ไม่สามารถเปลี่ยน หมาหน้าจุด Dalmatian ให้ขาวผ่องแบบ Porcelain Doll ไปได้ร๊อกกกก….

มาดูว่าขนซื้ออะไรมาบ้าง ชุดแรกซื้อมาไม่เท่าไหร่หรอกค่ะ แต่ในรูปคือที่ซื้อมาทั้งหมด โดยได้รับความกรุณาจากคุณเพื่อนที่เป็น (อดีต) ตัวแทนของพรหล้า เลยได้ลด 40% รวมค่าส่งต่อมาให้อีกนิดหน่อย-ราคาก็ยังย่าพอใจมากค่ะ ที่ซื้อมามากมายก็เพราะจะส่งไปให้เด็ดแม่และพี่สาวที่กรุงเทพเมืองฟ้าอมรได้ลองใช้บ้าง รักกันจริงต้องแบ่งกันใช้นะคะ (ที่เห็นติดดาวหลากสีไว้ คือตาชักถั่ว และแพ๊คเกจคล้ายๆ กัน เบื่อที่ต้องอ่านทุกครั้งที่ใช้)

IMG_0998

คราวนี้มาดูว่า My New Dairy Skincare Regimen มันเปลี่ยนไป..ค่ะ..เปลี่ยนไปจริงๆ คราวนี้ไม่ของลิสต์รายชื่อนะคะ ดูรวมๆ ไปก่อน วันไหนว่างๆ อารมณ์เย็นๆ จะมาร่ายให้อ่านกันค่ะ

SkinCarePage-14

คราวนี้มาดูหนังหน้า คิกๆๆๆๆ อายมากกกกก….. แต่ไหนๆ กล้าโชว์ตั้งแต่รูปแรกแล้ว คราวนี้มาดูในโหมดมาโคร กร๊ากกกก… รูปทั้งหมด ถ่ายจากมุมเดิม แสงเดิม โหมดเดิม กล้องอันเดิม ตื่นนอนล้างหน้าสะอาด ก็แล่นไปที่หน้าต่าง(เดิม) ถ่ายรูป (แก้มขวา) เก็บไว้จะเห็นว่า 3 สัปดาห์ที่ใช้ Paula’s Choice มีความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ให้เห็นนะคะ ที่ไม่สามารถรับรู้ได้จากรูปคือ หน้านุ่มแน่นขึ้น อิชั้นยังไม่มีปัญหาริ้วรอยมากนัก จะมี fine lines บ้าง (อ้วนมากมายเลยยังเป่งๆ ตึงๆ ตีนกายังไม่กล้าบุก)

407587-1

ถึงวันนี้ (4 สิงหา) ก็ยังมีสิวปวดๆ คัน อยู่ประปราย ไม่อยากพูดว่าฝ้ากระจางลงนี๊ดดดดดดด….นึง ปาฏิหารย์ไม่มีจริงอย่างที่เคยบอก ก็รอดูกันต่อไปค่ะ แล้วจะมารายงานผลนะคะ

ปล. อิชั้นมิใช่เด็กสาวๆ วัยฉะลาแล้วค่ะ